จริงที่ อาชีพ ‘นักการเมือง’ มักกล่าวถึงจุดประสงค์การก้าวเข้าสนามนี้ ว่าเขาเหล่านั้น 'อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชน' จนสังคมส่วนหนึ่งต่างยกย่องเชิดชูให้พวกเขาเป็นดั่ง ‘ผู้เสียสละ’
ทว่าเมื่อมองลึกลงไปใต้ความสำเร็จนั้น ‘ผู้ช่วย สส.-สว.’ ซึ่งเปรียบเสมือนมือไม้ คอยขับเคลื่อนภาระงาน ตั้งแต่ลงพื้นที่ รับเรื่องร้องเรียน ฟังเสียงร้องทุกข์ ไปจนถึงจัดการกองงานเอกสาร ให้คนที่เรานิยามว่าคือ ‘ผู้แทน’
ช่างน่าตลกร้าย... คนเบื้องหลังผู้คอยเดินตามเหล่านี้ กลับยังคงเป็นเพียงเงา ที่คงยังถูกมองข้าม ไม่ได้รับความสำคัญ จนอาจไม่มีใครมองเห็น

ไม่ใช่ ‘ข้าราชการ’ และ เงินน้อยกว่า ‘พนักงานราชการ’
หากนำมาเปรียบเทียบ คนการเมืองเช่นเดียวกัน ในตำแหน่ง ‘บริหารของฝ่ายนิติบัญญัติ’ ทั้งประธาน รองประธาน สส.-สว. และผู้นำฝ่ายค้านฯ ปรากฎตำแหน่ง ‘ข้าราชการการเมือง’ ทั้งที่ปรึกษา โฆษก เลขาฯ ผู้ช่วย เลขาฯ ซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 39,710-57,660 บาท เพิ่มด้วยเงินประจำตำแหน่ง และผู้บริหารนั้น ยังสามารถตั้ง ‘คณะทำงานทางการเมือง’ ได้อีก 7-10 คนด้วย
แต่ผู้ช่วย สส.-สว. กลับไม่ถือเป็นข้าราชการ ไม่มี OT ไม่มีประกันสังคม สวัสดิการ ฯลฯ และไม่แม้กระทั่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซ้ำยังมีอายุการทำงานแปรตามอายุสภา แถมอาจจะโดนปลดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลับยังไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเสียที
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายงบประมาณในส่วน ผู้ช่วย สส. 500 คน และ สว. 200 คน หากแต่งตั้งครบจำนวน 8 คน จะตกอยู่ที่ 1,083.6 ล้านบาทต่อปี หรือ 90.3 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่กลุ่ม ‘พนักงานราชการ' ของรัฐสภาในวุฒิระดับปริญญาตรี จะเริ่มต้นที่ 18,000 บาทมีการปรับขึ้นตาม % ประจำปีอยู่เรื่อยๆ และยังมีค่าตอบแทนพิเศษตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป ตามกลุ่มงาน
ไทม์ไลน์ 14 ปี ไม่มีการขึ้นเงิน หรือเพิ่มสิ่งใดให้
ตามระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคล เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา พ.ศ. 2554
กำหนดให้สามารถแต่งตั้งบุคคล เพื่อปฏิบัติงานได้สูงสุด 8 คน (ทั้ง สส. และ สว.) แบ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญประจําตัว 1 คน ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 24,000 บาท ส่วนผู้ชํานาญประจําตัว 2 คน และผู้ช่วยดําเนินงาน 5 คน ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 12,000 บาท
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ได้ปรับค่าตอบแทนในส่วนของผู้ชำนาญการ 2 คน และ ผู้ช่วยดำเนินงาน 5 คน เป็น 15,000 บาท
พ.ศ. 2568 (ฉบับที่ 4) ภายใต้การลงนามของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เห็นชอบปรับปรุงค่าตอบแทนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (ประมาณ 20%) ดังนี้ผู้เชี่ยวชาญ 1 คน เดือนละ 28,800 บาท ผู้ชำนาญการ 2 คน และ ผู้ช่วยดำเนินงาน 5 คน เดือนละ 18,000 บาท และมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 ต.ค. 2569
แต่ใน พ.ศ. 2569 นี้ โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามในเอกสาร เพื่อยกเลิกการปรับขึ้นข้างต้น ด้วยการระบุเหตุผลว่า เพื่อให้การกําหนดค่าตอบแทนเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤตและลดภาระการคลังของประเทศ และไม่กระทบสิทธิของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง จึงจําเป็นต้องออกระเบียบนี้
เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ใช่ การเมือง
หลายฝ่ายมองว่า นี่เป็นผลพวงสืบเนื่องจากดราม่า ที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เรียกร้องให้สภาฯ ยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่มากเกินความจำเป็นของ สส. และ สว. เนื่องจากมองว่าเป็นภาระทางงบประมาณของรัฐสภา อย่าง เรื่องอาหาร (ยกเลิกแล้ว ช่วง มี.ค. 2569) ลดจำนวนผู้ช่วยประจำตัว เหลือเพียง 3 คน และเงินบำนาญ รวมถึงสวัสดิการ เมื่อพ้นสถานภาพสมาชิกรัฐสภาด้วย
ขณะที่ ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า การยังไม่ปรับขึ้น เป็นการชะลอ เพราะไม่สอดคล้องการสถานการณ์ และไม่เกี่ยวกับข้อสังเกตต่อกรณีมีบุคคลอ้างอิงต่อการเป็นผู้ช่วย หรือมีตำแหน่งในสภา แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ในเดือน พ.ค. 2569 คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) ได้มีมติตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยให้ กรรมการ ก.ร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภาฯ เป็นประธานกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิจาก สส. และ สว. รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงบประมาณ ก.พ. กฤษฎีกา และบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือเป็นกรรมการร่วม
เพื่อพิจารณาในรายละเอียดว่า ควรยกเลิก ผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ จำนวนผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ ประจำตัว สส. สว. จำนวนกี่คน ที่สามารถช่วยปฏิบัติงานได้ โดยไม่เป็นภาระ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีเวลาศึกษาภายใน 90 วัน ให้ทันเดือน ต.ค. นี้
อาสาทำงานด้วย ‘สัญญาใจ’ แต่ไม่อาจยึดเป็นอาชีพได้
ผู้ช่วย สส.คนหนึ่ง บอกเล่ากับ SPACEBAR ด้วยการเปิดประโยคว่า “เราไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงาน ลูกจ้างของรัฐ ไม่ใช่อะไรเลย เป็นตำแหน่งลอยๆ ขึ้นมา”
พร้อมมองเรื่องนี้ เป็นความลั่กลั่นกันของระเบียบ หรือช่องว่างกฎหมาย ที่ต้องแก้ไขกันต่อไป โดยยกตัวอย่างการยื่นจ่ายภาษี ที่ถูกจัดอยู่ในมาตรา 40(2) เช่นเดียวกับฟรีแลนซ์ ดังนั้น จึงต้องผลักดันให้เป็นอาชีพ เพราะตอนนี้ผู้ช่วย สส.เป็นเหมือนกับ ‘อาสาสมัครเข้ามาทำงาน’
เขาเปิดเผยจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า ส่วนมากแล้ว จะมีการแต่งตั้งครบจำนวน เพราะขนาดมี 8 คน ก็ยังไม่พอ โดยเฉพาะ สส.เขตนั้น ไม่พอแน่ๆ และแม้ สส.บางคนอาจจะมีการท็อปอัพเพิ่มให้ หรือดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง แต่ทุกอย่าง ก็คือ ‘สัญญาใจ’
เวลาทำงานไม่มีกำหนด วันหยุดไม่มี ค่าเดินทางก็ไม่ได้ หลายคนที่ทำงานนี้ ก็ต้องทำเป็นงานพาร์ทไทม์ ไม่ใช่อาชีพหลัก เพราะมันไม่พอกิน เป็นได้แค่ตำแหน่งเสริม บางคนที่ทำฟลูไทม์ ก็ต้องกัดฟันเอา ทำตามอุดมการณ์ แม้ว่าอุดมการณ์จะกินไม่ได้
— ผู้ช่วย สส.กล่าว
ปิดโอกาส ‘ลูกชาวบ้าน-หลานกรรมกร’ ทำงานการเมือง
เซีย จําปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ปีกแรงงาน เห็นว่า ยังไม่ได้มองปัญหาในมุมของ ‘คนทำงาน’ อย่างรอบด้าน แรงงานในทุกอาชีพ การไม่ปรับค่าตอบแทน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และค่าครองชีพในปัจจุบัน เป็นการซ้ำเติมคนทำงานที่เฝ้ารอความหวัง ที่จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“ไม่อยากให้มองว่า ผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคม หรือมีทรัพยากรเพียงพอ ที่จะดูแลตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมือง กลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติ และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” เชีย เน้นย้ำ
แก้ปัญหาผิดจุด ได้คนทุจริตเข้ามาถอนทุน
ความเห็นในทำนองเตือนสติสังคมมาจากฝั่งผู้ที่อยู่หน้างาน ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ อดีตผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ผู้ช่วย สส. แสดงไว้ว่า ปัจจุบันสังคมอาจตั้งแง่ต่อความคุ้มค่าของการมีผู้ช่วย สส. ว่าทำงานจริงหรือไม่ หรือเป็นกรณีผู้ช่วยผี ผู้ช่วยเครือญาติ แต่การเสนอให้ตัดเงินเดือนหรือยกเลิกผู้ช่วย สส. อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด เพราะปัญหาแท้จริง คือช่องโหว่ของระบบที่ทำให้ไม่รู้ว่า ผู้ช่วยคนไหนทำงานจริงหรือไม่ต่างหาก ดังนั้น เราต้องเลิกมองการเมืองเป็นงานอาสา แต่สุดท้ายก็มีการ ‘ถอนทุน’ กลับไปในรูปแบบอื่นๆ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน
ถึงจุดนี้ สังคมเราคงต้องนั่งพินิจกัน ว่าจริงๆ สุดท้าย 'การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ' กับ 'การให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงานจริง' เรามองมันเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ ? แล้วเราคาดหวังการทำงานแบบไหน จากคุณภาพชีวิตที่คนทำงานกำลังเผชิญ



