‘กรณ์’ ชี้ ‘รัฐบาล’ หั่นงบโอนฯ เป็ดง่อย เหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็น ‘เด็กเล่นขายของ’

25 มิ.ย. 2569 - 12:16

  •  แฉยื้อเวลาเปิดช่องกระทรวงรุมเซ็นสัญญา หวังใช้บังหน้า‘แก้เขิน-แก้ต่าง’ ปูทางออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน

‘กรณ์’ ชี้ ‘รัฐบาล’ หั่นงบโอนฯ เป็ดง่อย เหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็น ‘เด็กเล่นขายของ’

ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ…. ที่มีโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ถือเป็นโอกาสที่สำคัญของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  และปรับความตั้งใจใช้ภาษีพี่น้องประชาชนให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ที่รัฐบาลนำเสนอต่อรัฐสภา เป็นกฎหมายที่มีนัยยะสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยมาก มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และมีผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนน้อยมากเช่นกัน  

เมื่อมาดูในรายละเอียดแล้ว อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ

กรณ์ กล่าว 

กรณ์ กล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีไว้เพื่อปรับการใช้เงินของรัฐบาลให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งตั้งแต่ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลพูดถึงสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ส่งผลต่อปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาแก๊สที่แพงขึ้น รัฐบาลจึงประเมินว่า แผนการใช้เงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 สมควรต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะได้มีเงินมาดูแล และเยียวยาประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักการที่ดีมาก  

กรณ์ เชื่อว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มองเห็นความจำเป็นในในการปรับการใช้จ่ายงบประมาณ 69 ทันที ที่เกิดสงคราม จึงเป็นสาเหตุที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายในการแถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเราก็เห็นด้วย ว่าเป็นการบริหารจัดการตามที่ควรที่จะเป็น แต่สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีผลต่อธุรกิจ และประชาชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกช้า และออกน้อย 

กรณ์ กล่าวว่า ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ.เป็ดง่อย ที่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลในการดำเนินภาษีไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตามเจตนาเริ่มต้นที่มี โดยตารางเวลาในการนำเสนอเรื่องนี้ ในแง่ความคิดมีมาตั้งแต่วันที่เกิดสงครามช่วงเดือนมีนาคม รองนายกฯ เอกนิติ ได้ส่งสัญญาณว่า งบที่รัฐบาลคิดว่า น่าจะโอนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน  

แต่หากย้อนกลับไปดู จะเห็นว่ามีรองนายกฯ ปกรณ์ ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า รัฐบาลมีแผนที่จะออก พ.ร.ก. สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของเอกนิติ เช่นเดียวกันกับกระทรวงการคลังที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับเรื่องนี้ และความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปปรึกษากระทรวงการคลัง การออก พ.ร.ก. ควรเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง ได้เป็นผู้ริเริ่มความความคิด และสถานการณ์ ณ วันนั้น ก็บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกเพราะรกกระทรวงการคลังมีแผนที่ดีกว่าอยู่แล้ว คือการโอนงบประมาณ รวมกับงบที่เหลืออยู่ก็จะมีงบประมาณกว่า 125,000 ล้านบาท ในการเยียวยาประชาชน จากเหตุภาวะสงคราม  

“น่าเศร้าที่การคลัง แพ้การเมือง เพราะการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่เอกนิติ ขีดเส้นไว้ว่าจะพิจารณาโครงการใน พ.ร.บ.โอนงบเมื่อวันที่30 เมษายน หากใครยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จะถูกพิจารณาตามความเหมาะสมว่าโอนงบประมาณตามมาหรือไม่ แต่เวลาก็ล่วงไป ถูกปล่อยปละละเลย ทิ้งเวลานานมาก กว่าจะออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ และแน่นอนว่าไม่มีกระทรวงไหนอยากคืนงบประมาณให้กับเอกนิติ สุดท้ายแล้ว ทุกกระทรวงก็เร่งลงนามในสัญญาแม้ว่าไม่ใช่โครงการที่จำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญเทียบเท่ากับการดูแลประชาชน เป็นเพราะรัฐบาลต้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทมาแทน” กรณ์ระบุ 

กรณ์ ยังถามอีกว่า จาก 100,000 ล้านบาทเหลือ 10,300 ล้านบาท ต้องมีคำอธิบาย ทำไมถึงเหลือแค่นี้ และทำแค่นี้ ทำไปทำไม เพราะผลต่อระบบเศรษฐกิจแทบไม่มีซึ่งคิดเป็น 1 ใน 10 ของเจตนาเดิมที่รัฐบาลมี หากเปรียบเทียบการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตก่อนหน้านี้ ในช่วงโควิดสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งโอนงบประมาณได้ถึง 88,000 ล้านบาท มากกว่าการโอนงบในรัฐบาลอนุทิน 2 เกือบ 9 เท่า และหากเปรียบเทียบกับงบประมาณปี 63 เป็นวงเงินรวมที่น้อยกว่าวงเงินงบประมาณ ปี 69 เกือบ 500,000 ล้านบาท  

กรณ์ มองว่า มีเหตุผลหลักอยู่ 2 เหตุผล คือการแก้เขิน และการแก้ต่าง โดยที่แก้เขิน เพราะรัฐบาลได้ประกาศต่อรัฐสภาในการแถลงนโยบาย ว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนแก้ต่าง คือแก้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเงื่อนไขสำคัญในการจะออกได้ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น และหนึ่งในความหมายนั้น คือรัฐบาลฉันต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทุกชิ้นแล้วในการหาเงินมาแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่เพียงพอ จึงต้องออก พ.ร.ก.  

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ออก  พ.ร.บ. โอนงบ และโอนให้แค่ 10,000 ล้านบาท ก็อาจเป็นประเด็นคำถามที่รัฐบาลจะมีปัญหาในการตอบตุลาการรัฐธรรมนูญ ว่าออกพ.ร.ก. โดยที่แม้แต่ พ.ร.บ. ยังไม่ทำเลย แต่หากถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้ 100,000 ล้านบาท เป็นการกระทำสุดความสามารถ นำไปสู่สภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาต่อไป 

กรณ์ กล่าวว่า พอถึงวันนี้สภาวะการเศรษฐกิจโดยรวมมันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยแบงค์ชาติ ออกมาปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิม 1% กว่า เป็น 2% กว่า คือมองว่าสถานการณ์ดีขึ้น สภาวะสงครามที่น้ำมันแพงขนาดนี้ ค่อนข้างคลี่คลาย ราคาน้ำมันในตลาดตลาดโลกลดลงรวดเร็ว สถานะทางการเงินของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษี เป็นไปตามเป้า และเกินเป้าด้วยซ้ำ ทุนสำรอง ระหว่างประเทศก็สูงมากที่สุดเป็นประวัติการ ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เลย และศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม จึงขอแนะนำรัฐบาลว่าเมื่อโอน 10,300 ล้านบาทไปแล้ว อย่ารีบใช้ เผื่อว่าไม่มี พ.ร.ก. ในมือ คุณค่าของ 10,300 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นอย่างทันที 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์