'อภิสิทธิ์’ รับร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ แบบผิดหวัง ‘รัฐบาล’ แกล้งทำช้าหาเรื่องกู้เงิน

25 มิ.ย. 2569 - 15:38

  • สุดท้ายที่ประชุมเอกฉันท์รับหลักการ 

'อภิสิทธิ์’ รับร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ แบบผิดหวัง ‘รัฐบาล’ แกล้งทำช้าหาเรื่องกู้เงิน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ... อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนเองและพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน และพร้อมที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง อาจจะสับสนว่า ทำไมสนับสนุนด้วยความผิดหวัง ถ้าย้อนกลับไปในช่วงที่รัฐบาลนี้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าความท้าทายที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ และสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ก็คือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น จากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งแปลงมาเป็นภาวะวิกฤตพลังงาน สุ่มเสี่ยงต่อการแปลงไปสู่การเป็นภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ และสังคม ในวันที่แถลงนโยบายตนเองวิพากษ์วิจารณ์นโยบายหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ สนับสนุนให้รัฐบาลตั้งใจจะทำกฎหมายฉบับนี้ และเขียนไว้ในนโยบายตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องนี้สะท้อนได้ดีที่สุด ว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศในภาวะวิกฤตแบบไหนอย่างไร  

ในวันนั้นรัฐบาล กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ได้พูด ไม่ได้คิดเรื่องการกู้เงินเลย แต่เหมือนส่งสัญญาณกับสภาว่า เดือนเมษายนเหลือปีงบประมาณอีก 5 เดือน หรือประมาณครึ่งปี รัฐบาลจะทบทวนการใช้เงิน และการใช้ทรัพยากรที่มาจากภาษีอากรของประชาชนอย่างไร เพื่อแก้วิกฤตให้ได้ดีที่สุดประชาธิปัตย์ สนับสนุนแนวคิดนี้ และเชื่อด้วยว่า ถ้าในวันนั้น รัฐบาลตั้งใจมุ่งเป้าไปสู่การลดต้นทุนด้านพลังงาน ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงโดยเร็ว และจัดโอนงบประมาณมาเพื่อรองรับกับสถานการณ์ ซึ่งขณะนั้นทางรัฐบาลส่งสัญญาณมาว่าจะเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ตนเองเชื่อว่าวันนี้เราไม่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน แล้วมาใช้หมดภายใน 4 เดือน  

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากจะฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปถึงนายกรัฐมนตรี เพราะที่บอกว่ากู้เงิน 4 แสนล้านไม่ได้เป็นภาระกับประชาชน เหตุผลที่ให้คือ1. รัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ 2  ดอกเบี้ยต่ำมาก ร้อยละ 1.2  จึงอยากฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า ผมถามว่ารัฐบาลใช้หนี้ด้วยเงินของใคร ถ้าไม่ใช่จากประชาชนผู้เสียภาษีอากรในวันนี้ ก็จะเป็นผู้เสียภาษีอากรในวันข้างหน้า ชำระคืนการกู้เงินเพื่อที่จะจ่ายเงินกู้ในรอบนี้ แล้วจะมองว่า 1.2% น้อย แต่คิดออกมาเป็นรายปีก็ 4,000 กว่าล้านบาท ถามว่าเงินน้อยขนาดไหน น้อยขนาดว่าเราสามารถ ให้เด็กที่เกิดทั้งปีได้รับเงินถ้วนหน้า 600 บาทได้ ตลอดระยะเวลาโครงการนั้น 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคาดหวังกคือ จะใช้เครื่องมือของกฎหมายโอนงบประมาณฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สุดท้ายจากแสนล้าน เหลือหมื่นล้าน จากแสนล้านที่ควรจะมีใช้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว กลับมาเสนอในวันนี้ ตนเองฟังคำอธิบายเรื่องความล่าช้า ซึ่งไปพันกับความสามารถในการโอนงบ ตนเองแปลกใจ เพราะมีอาการอ้างกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และกฎหมายเงินคงคลังปี 2491 

หลักการของบทบัญญัตินี้เพียงแต่บอกว่า ฝ่ายบริหารจะใช้เงินได้ สภาต้องเป็นคนอนุมัติ ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน มีหนี้ต้องใช้ เงินไม่พอขึ้นมา สามารถเอาเงินคงคลังออกไปก่อนได้ แต่เมื่อเอาเงินคงคลังไปใช้แล้ว ต้องกลับมาขอสภา ซึ่งทำได้ 3 วิธี 1. จัดลดเพิ่มมาจ่ายชดเชย 2. ทำกฎหมายโอนงบประมาณ แล้วโอนไปชดใช้เงินคงคลัง 3.ไปตั้งในงบปีถัดไป ไม่ได้บอกว่าใน 3 วิธีนี้ ทำ พ.ร.บ.แบบไหนก่อนต้องไปใส่ในนั้น เพราะถ้าตรวจสอบตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา มีการตรากฎหมายโอนงบ มีการตรากฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยมีการใช้เงินคงคลังไปก่อนทั้งสิ้น แต่ไปตั้งใช้ในงบประมาณประจำปีในปีถัดไป  และโดยสามัญสำนึก ถ้าถึงขั้นต้องไปล้วงเงินคงคลังก็คงยาก ที่จะมาหางบเพิ่ม หรือมาโอนงบระหว่างปีนั้นเพื่อชดใช้ และอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ก็ออกก่อนงบปี 70 อยู่ดี ถ้าอ้างว่าต้องรอจนกว่าจะอนุมัติงบปี 70 ตนเองไม่เห็นว่าตอนโอนงบปี 61 ปี 63 หรือก่อนหน้านั้น ไม่ติดขัดเรื่องนี้ จึงเป็นข้อเปรียบเทียบว่าทำช้าแต่ก็ทำได้น้อย 

ส่วนทำไมตอนแรกมีตัวเลขแสนล้านโผล่ขึ้นมา เชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชำนาญอยู่แล้ว แต่ละปีถามว่า เราเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแทบตายเกือบทุกกระทรวง และทุกปีเบิกจ่ายไม่ทันและมีเงินที่ไม่ได้เบิกจ่ายเกินแสนล้านเกือบตลอด บางปีขนาดกันเงินเหลื่อมปีแล้ว ก็ยังมีเงินเหลือแสนล้าน แต่เป็นไปได้อย่างไรรัฐบาลที่ตั้งใจตั้งแต่เดือนเมษายน ว่าอย่าเพิ่งรีบใช้เงิน ปรับเอาเงินมาใช้เพื่อแก้วิกฤต กลับทำได้เพียงแค่หมื่นล้าน หลักเกณฑ์ที่เขียนอยู่ในนี้ ตนเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นไปตามนี้จริงหรือไม่ แต่ค่อนข้างชัดว่าเราแทบไม่เห็น การประกาศของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่พูดถึงจะโอนงบประมาณว่า ขอให้หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน กลางของรัฐ ไปทบทวนดูลำดับความสำคัญของโครงการเป็นอย่างไร อะไรที่สำคัญน้อยกว่าการแก้วิกฤตก็พักไว้ก่อน แล้วโอนมาให้กับงบกลางเพื่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ แต่กลับไปบอกเพียงว่าถ้ายังไม่เซ็นสัญญา ถ้ายังไม่ทำภายในวันนั้นวันนี้ ถึงจะโอนมา ก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้รีบเบิกจ่ายรีบทำสัญญาเท่านั้นเอง  

อภิสิทธิ์ ระบุว่า เกณฑ์ที่พูดมาทั้งหมดไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะมีบางโครงการที่ทำสัญญาไม่ทัน ก็มีการโอนงบมา ถ้าดูในรายละเอียดของงบที่ถูกตัด มีหลายโครงการที่น่าสงสัย อยากโอนมาเพื่อรองรับภัยพิบัติ แต่ไปโอนงบของโครงการ เขื่อนป้องกันริมตลิ่ง 200 กว่าแห่งทั่วประเทศ อยากจะเอาเงินมาช่วยคนยากคนจนแต่คนที่จนที่สุดคือคนไม่มีที่ทำกิน แต่กลับไปตัดงบ 35 ล้าน ในเรื่องธนาคารที่ดิน รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตในเรื่องความไม่โปร่งใส 2 โครงการคือ เป็นที่โด่งดังในขณะนี้คือกระทรวงดีอี ซึ่งอาจจะบอกว่านั่นไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องของกองทุน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วมีเงินเยอะแยะไปหมด 

อีกทั้งภาครัฐสามารถกำหนดเป็นนโยบายได้ โครงการนี้ไม่โปร่งใสไปไม่ได้ ก็สามารถเอาตรงนั้นมาทำโครงการอื่นได้ โดยใช้เงินกองทุนนั้น หรือโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ และรัฐมนตรีคนใหม่ที่เข้ามา ก็แสดงอาการว่าไม่ต้องการที่จะเดินหน้าตามแนวทางของโครงการเดิม งบ 7,000 กว่าล้านก็น่าจะสามารถโอนกลับมาตรงนี้ได้ แต่เมื่อไม่มีความชัดเจนว่าจะทำแบบนี้ แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมชาติของแต่ละหน่วยงาน เบิกจ่ายช้าทำสัญญาไม่ทัน ในที่สุดก็เหลือเพียง 10,000 ล้าน ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีความหมายเป็นยุทธศาสตร์หลัก หรือเครื่องมือหลักในการแก้ไขคลี่คลายวิกฤต 

ส่วนข้อเสนอที่เราได้ยื่นไปหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดต้นทุนพลังงาน เรื่องการยอมเสียสละรายได้บางส่วนของรัฐ บวกกับการไปเก็บเงินโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว ถ้าเราทำวันนั้นความจำเป็นในการเยียวยาลดลงไปเยอะ ส่วนที่บอกว่าต้องไปเยียวยามุ่งเป้า ทราบหรือไม่ว่ามติ ครม.มีตั้งแต่เดือนเมษายน ตนเองหาเสียงทั่วกทม.ยังไม่มีวินมอเตอร์ไซค์ และแท็กซี่ ที่พยายามลงทะเบียนหรือลงทะเบียนไปแล้วได้รับเงินเยียวยา แบบมุ่งเป้า  

ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในที่สุดที่มาจบลงแบบนี้ เป็นเพราะว่ารัฐบาลอยากจะกู้เงินมากกว่า ซึ่งปัญหาการกู้เงินว่ามีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา จริงๆ ถ้าจะตีความเคร่งครัด คำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เหมือนที่ตีความว่าจะต้องจัดงบเพื่อชดใช้หนี้ เงินคงคลัง คิดว่าก็คงไม่กล้ากู้ จึงกลายเป็นเลือกแล้วว่าในที่สุด ไม่พร้อมที่จะบริหารในสถานการณ์วิกฤตจริงๆ คือการสื่อสารให้ประชาชนทราบว่าในสถานการณ์ไม่ปกติ มาจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ จัดทรัพยากรกันใหม่ ไม่ให้เป็นภาระสำหรับอนาคต กลายเป็นว่าทำเรื่องนี้น้อยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าไปกู้เงินได้มากๆ เอามาใช้แจกจ่ายซึ่งหวังผลทางการเมือง  

"ผมจึงบอกว่า ผมสนับสนุนการโอนงบ แต่สนับสนุนด้วยความผิดหวัง เพราะความล่าช้าจำนวนงบที่น้อยนิด ที่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างที่ กรณ์ได้พูดเมื่อเช้า ที่บอกว่าเป็นรูปธรรมของการคลังที่พ่ายการเมือง น่าเป็นห่วง ผมก็เป็นห่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าตอนนี้การเมืองส่งของหลายอย่างไปอยู่บนบ่าของท่าน ตั้งแต่เรื่องต้นทุนน้ำมันมาจนถึงเรื่องแลนด์บริดจ์ ถ้าท่านพ่ายการเมืองไปเรื่อยๆ ผมผูกพันธ์กับท่านเป็นการส่วนตัว ก็เป็นห่วง แต่ผมเป็นห่วงประเทศมากกว่า บริหารแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหา ผมจะไม่เห็นด้วยกับ กรณ์คือประโยชน์สุดท้าย ฉบับนี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา แก้เขินกับแก้ต่าง ที่ตนเองไม่เห็นด้วยไม่ได้คิดว่าแก้เขิน พอจะโอนมาแค่ 10,000 บาทหรือไม่โอนเลย จากเดิมที่พูดไว้ว่าจะโอนเป็นแสน ก็ไม่ต้องเขินแล้วล่ะครับ ไม่สามารถแก้ต่างได้ และไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะเป็นข้ออ้างว่า รัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางแล้ว ในการแก้ไขวิกฤตแต่ไม่สามารถ มีเงินพอที่จะไปแก้วิกฤตได้ จึงต้องไปกู้เงิน" อภิสิทธิ์กล่าว 

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า แนวทางนี้ถ้าจะทำจริงๆจังๆ ความจริงควรจะเป็นคำตอบสำหรับประเทศไปแล้ว แต่เมื่อทำได้เท่านี้ก็ต้องสนับสนุนกันไปแล้วรับหลักการ ด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง 

จากนั้น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจง และสุดท้ายที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ เห็นชอบรับหลักการร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ 69 ด้วยคะแนน 462 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 จากนั้นตั้งกรรมาธิการฯ 25 คน โดยใช้เวลาแปรญัตติ 1 วัน ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์