ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มีมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในมาตรา 32 องค์กรอิสระ

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายว่า สภาแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานไหนขึ้นอยู่กับ ว่าสภาแห่งนี้เชื่อมั่นกับหน่วยงานนั้น จะนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่ง กกต.มีการของบประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งระบุไว้ว่า จะใช้ให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความสุจริต เที่ยงธรรม จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ผ่านมา ตนเองไม่มั่นใจเลยว่า งบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย
พริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของ กกต. ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องการโกง สว. ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า กกต. จะลงมติตัดตอนให้เรื่องดังกล่าว ไปไม่ถึงศาล โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ได้รับหลักฐานมา จากเดิมตนเองตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยให้มีการโกง สว. หรือไม่ แต่ขณะนี้ กลับกังวลใจว่า บางส่วนของ กกต. รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก

พริษฐ์ ยกตัวอย่าง การเลือก สว. ที่ผ่านมาว่า มีโพย การตรวจคุณสมบัติที่ไม่ครอบคลุมปล่อยปละละเลย อย่างในวันที่มีการเลือก สว. ก็ปล่อยให้มีโพยอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่เพิ่งมายึดโพยตอนบ่าย ซึ่งบางคนที่ถูกยึดโพยจาก กกต.นั้น กลายมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งประธานวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อนำเอาการโกง สว. และการทำหน้าที่ของ กกต. หลักฐานมันฟ้องว่า สองเส้นทางนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ต่างอะไรกับถนนพระราม 4 และถนนสุขุมวิท ที่มีซอยขนาดใหญ่ และซอยขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง น่าเสียดายที่จากการเช็คล่าสุด แยกพระโขนง ไม่ได้มีศาล หรือคุก รอพวกท่านอยู่
พริษฐ์ ระบุว่า ตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่เราทำนี้ ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่า ข้างบนหมายถึง กกต. แต่ที่บอกว่า เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา ตนเองคิดไม่ออกว่า ถ้าไม่ได้หมายถึง กกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร
ทำให้ ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. จังหวัดสงขลา ภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า การอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟัง และจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้พริษฐ์ ยืนยันว่า ตนเองเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่
พริษฐ์ อภิปรายต่อว่า จากการตรวจสอบข้อพิรุธของ กกต. จึงต้องตั้งคำถามว่า จะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ เช่น โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท

ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ซึ่งข้อสรุปของคณะนี้ มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คนเป็น สส. รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
จากนั้น สนอง เทพอักษรณรงค์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต. จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่ง ที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้ว แต่ก่อนเลือก สส. ก็มีแก๊งหนึ่ง เดินสายทั่วประเทศ ดังนั้น การเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้น ก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
พริษฐ์ อภิปรายต่อว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
การให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35 คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯ ชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของ กกต. มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิด หรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล

ทำให้ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่พริษฐ์ มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉาก ๆ แบบนี้ไม่ได้ พริษฐ์ จึงขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเองไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย
ทำให้ศุภชัย กล่าวว่า ทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริง ๆ แล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ ด้านพริษฐ์ จึงระบุว่า หากย้อนไปดูก็ได้ ตนเองไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่
ศุภชัย กล่าวอีกว่า ที่กล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จนั้น ตนเองยืนยันว่าเอกสารที่แถลง บอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดี และต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนเองชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก
พริษฐ์ จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของศุภชัย ทำให้มัลลิกา วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว อภิปรายให้อยู่ในกรอบ และอย่าพาดพิงใครอีก พริษฐ์ จึงอภิปรายต่อว่า หากมี กกต. ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้อง หรือปัดตกหลักฐาน โดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่า
พริษฐ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่ 36 สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้ เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีคำวินิจฉัยว่าการโกง สว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้ นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว. แต่เขาเชื่อจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต และเห็นว่ามีผู้ช่วย สส. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯ เชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
"หากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมด เพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯ ที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14 กันยายนนี้ กกต. จะไปตัดสินใจตามคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่า กกต. ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้ กกต. นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย" พริษฐ์ กล่าว
ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า การที่ศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็ก และอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ จึงอยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอน ก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม
ศุภชัย กล่าวว่า หากประสงค์จะให้ถอนตนเองอยากอธิบายว่าจริง ๆ คำว่าเด็กเพราะตนเองคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็ก และตนเองก็คิดว่า การเป็นเด็กนั้นฮึกเหิม หากจะถอน ตนเองก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้ว และไม่ฮึกเหิมตนเองก็ถอน

บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เชื่อว่าพริษฐ์สบายใจที่ได้พูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาว่า กกต.ไม่ควรได้รับงบประมาณ ประเด็นเรื่องการเลือก สว.ตนเองขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ไปที่มาตนเองมั่นใจว่า อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกแทนตนเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ”
การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และพูดถึงสำนวนของคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขอไม่ก้าวล่วง แต่มีคำถามว่าคณะอนุที่ 36 สอบสวนอย่างไร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอตอบว่า ตนเองไม่รู้ แต่การดำเนินการทั้งหมดก็เหมือนกระบวนการทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิด ตำรวจก็สอบสวนตามพยานหลักฐาน บางครั้งผู้เสียหายก็ไม่พอใจในการสอบสวนระบุว่า ตำรวจไม่สุจริตได้พยานหลักฐานมาไม่ดี สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการถัดไปคือ ชั้นอัยการ
ท่านมีคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 สอบเสร็จก็มีกระบวนการของเขา คณะกรรมการบุคคลใดที่เห็นว่าคนนี้ไม่สุจริต เราไม่สามารถตอบได้ เพราะทั้งหมด เป็นการอิสระของ กกต.ที่จะทำงาน ต้องรอดูผลงานอีกไม่กี่วัน กกต.ก็จะแถลงข่าว เข้าใจในความรู้สึกของพริษฐ์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้
“ผมจะไม่กล่าวว่าเขาโกง เขาฮั้ว ถือว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฏหมายอยู่ในระเบียบ วันนี้หากบุคคลเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่พ้น ม.157 มีกระบวนการอีกเยอะ ทำอะไรไว้กฎหมายก็มีกระบวนการตรวจสอบ”บุญจง กล่าว
ฉะนั้น งบประมาณที่ไปฝึกอบรมด้านการสอบสวนอย่างมีคุณภาพ เรามั่นใจว่าเมื่อให้งบประมาณไปแล้ว เขาจะต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันตามเดิม
ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อว่า สภาฯ ไม่มีใครเป็นพวก กกต. แต่เจตนาคือให้ กกต. นำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งก็พร้อมที่จะตัดงบประมาณในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงขอให้มีการเสนอความคิดที่แหลมคม ให้ยืนตามหลักการ เพราะหลายคนอภิปรายตามหัวหน้าฝ่ายค้าน หัวหน้าฝ่ายรัฐบาล ตนเองเป็นคนกลางต้องยืนในหลัก

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 เป็นการตั้งคำถามต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราสามารถนำเสนอเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากได้ หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการใช้ในการพิจารณางบประมาณคือ ดูว่าการให้งบประมาณในแต่ละหน่วยรับงบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่
การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาว่า งบประมาณที่ให้ไปหน่วยงานสามารถทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ สมาชิกสามารถตั้งคำถามและอภิปรายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.ได้ ตราบใดที่สามารถทำหน้าที่ตั้งคำถามกับ กกต.ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แต่ไหนแต่การอภิปรายในวาระที่ 2 สิทธิผู้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงโครงการเสมอไป เชื่อว่าหากท่านตีความว่าต้องระบุโครงการสภาฯ ก็ทำผิด เพราะให้มากรอกเปอร์เซ็นต์ ในแบบฟอร์มว่ามาตรานี้ปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์

หลักของการตรวจสอบในวาระที่ 2 หากเห็นว่าหน่วยรับงบประมาณไม่สมควรจะได้งบประมาณด้วยเหตุผลใดก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหายประธานก็มีความชอบธรรมในการควบคุมการประชุม ส่วนคณะกรรมาธิการที่มาทักท้วงว่า จะต้องมาระบุโครงการคงต้องไปต่อว่าสภาฯ ตั้งแต่ต้น
มัลลิกา ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ไม่ได้จะให้ระบุเป๊ะ ๆ ว่าปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่การอภิปรายในวาระ 2 ต้องแตกต่างจากวาระแรกที่พูดภาพรวมทั่วไป

ต่อมา นพ.วาโย อัศวารุ่งเรือง สส.รายชื่อพรรคมาประชาชน อภิปรายมาตรา 32 องค์กรอิสระ โดยขอกล่าวถึง ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเพิ่งถอนคําว่าอย่าฮึกเหิมให้มันมากไปออกไป ว่า ขอขออนุญาตฮึกเหิมนิดนึง แต่ไม่เหิมเกริม
นพ.วาโย ได้นําสไลด์ขึ้น ซึ่งมีการเขียนข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นําคลิปของตนเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนเองพูด 'กกตหค.' แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นตนเองโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น แต่ความจริง ในมโนสํานึกของตนเองหมายถึง 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์'
นพ.วาโย ขอเจาะจงไปที่งบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้งบลดลงกว่าปี 69 แม้ว่าในปีดังกล่าวจะมีการเลือกตั้ง แต่จริงๆ แล้วยังมีงบกลางจ่ายเข้ามาสําหรับการเลือกตั้งอีก 6,000 ล้านบาท จึงทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งความยุติธรรม ได้รับงบประมาณน้อยลงถึง 600 ล้านบาท ในปี 70
โดยในชั้นคณะอนุสามารถพิจารณาได้แค่ประมาณ 609 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งปรับลดลง 43 ล้านบาท ใน 2 แผนงาน คือแผนงานด้านความมั่นคง 20.3 ล้านบาท และแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 22.9 ล้านบาท จึงขอตั้งคําถามไปยังกรรมาธิการ
เมื่อตนเองไปเปิดอ่าน ยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวนและการดําเนินคดีในศาล ซึ่งเป็นเรื่องของการประชุมเชิงปฏิบัติการ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่ง 2 กิจกรรมนี้ ใช้งบแค่ 4.7 ล้านบาทเท่านั้น แม้ตนเองจะมองว่าน้อย แต่ไม่สามารถปรับเพิ่มให้ได้
เนื่องจากในจํานวนนี้ กลับมีผลผลิตที่ออกมาเป็นพนักงานสอบสวนกว่า 100 คนของ กกต. และมีส่วนจังหวัดอีก 150 คน ซึ่งก็อาจยังไม่ใช่จํานวนที่เพียงพอ กกต. จึงมีการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มตําแหน่งเพื่อรับพนักงานต่าง ๆ เข้ามา คําถามของตนเองคือ กรรมาธิการไปตัดงบในด้านนี้ของ กกต. ทําไม ท่านไม่อยากให้ กกต. มีพนักงานสอบสวน สืบสวน ไต่สวน ประจําจังหวัดหรือ
นพ.วาโย ยังได้ยกตัวอย่างผลงาน กกต. ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ โดยตอนแรกตนขอให้ปรับลด 3% จึงขอถอนคําแปรญัตติ เราไม่อยากปรับลดเลย แต่อยากให้เงินกลับ กกต.เต็มๆ เพราะเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปบีบ เขาด้วยการจํากัดเงินของเขา เขาจะเอาไปพัฒนาบุคคลเพื่อมาฟ้องคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พัฒนาบุคคลเกี่ยวกับเรื่องสอบสวน ไต่สวน และดําเนินคดีในศาล
เช่น การนําแชทไลน์ เรื่องกันแลกคะแนน ไปฟ้องต่อศาลฎีกา ซึ่งถือว่าเป็นแนวบรรทัดฐานของ กกต. และ อีกกรณีที่มีเพียงแค่การส่งเรซูเม่ แนะนำตัว ขอให้จับคู่เลือกกัน หลักฐานแค่นี้ กกต.ก็นําส่งฟ้องศาลฎีกาแล้ว "แค่ 4.7 ล้านบาท ไม่คุ้มตรงไหน"
"ผมได้รับความร่วมมือจาก กกต. เป็นอย่างดี เมื่อใช้อํานาจเรียก ทําให้เห็นถึงความอัจฉริยภาพและความแยบคาย โดยเฉพาะท่านเลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็น หัวหน้าของสํานักงาน กกต. ถึงแม้ว่าท่านแสวงจะบอกว่า การแนะนําตัวต่าง ๆ สามารถทําได้ แต่ศาลปกครองมีข้อสรุปออกมาว่า การแนะนําตัวเป็นเพียงเครื่องมือของ กกต. ที่ออกแบบเพื่อให้การดูแลการแนะนําตัว หากผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามระเบียบจะเป็นความผิดของศาลปกครอง ขณะที่ศาลฎีกาลงไว้ว่า ไม่สามารถที่จะแลกคะแนนกันได้แต่อย่างใด งบปี 67-68 ที่ได้ไปมีผลงานประจักษ์แบบนี้ แต่ปีนี้กรรมาธิการตัดทำไม ผมไม่ขอตัดเลยแม้แต่บาทเดียว" นพ.วาโย กล่าว
นพ.วาโย กล่าวถึงการชี้แจงของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.อีก ซึ่งมัลลิกาได้ขอว่าอย่าพาดพิงเอ่ยชื่อ นพ.วาโย จึงกล่าวว่าผู้บริหารสูงสุด กกต.วางหลักเกณฑ์เอาไว้ เรื่องการฟ้องคดี ล่าสุด 3 ข้อคือ 1. ต้องเป็นผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น 2. การทุจริตต้องมีการจ้างกัน และ 3. ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า
"หน่วยงานนี้ สมกับเป็น กกตหค.จริงๆ สมกับการเป็นคณะกรรมการแห่งการเลือกตั้งแห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ แสดงให้เราเห็นตลอดเวลาว่า การกระทําสำคัญกว่าคำพูด แม้ว่าจะพูดมากมายว่าองค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร แต่ในข้อกฎหมายมีการเขียนคําว่า ผู้ใดนั้น เราต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร" นพ.วาโย ย้ำ
นพ.วาโย อธิบายถึงคดีที่ กกต.ชงศาลฎีกาให้ฟันอาญา ซึ่งชี้ชัดว่า เป็นบุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขัดกับคําพูดของ กกต.อย่างชัดเจน ก่อนย้ำว่า การกระทําสําคัญกว่าคําพูด





