ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา โดยรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามประเด็นความคืบหน้าของการดำเนินการกับเครือข่ายกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤติพลังงาน ที่ตรวจสอบพบเครือข่ายของเสี่ยตือ อ่างทอง โดยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ ต่อนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาชี้แจง
เอกนัฏ ชี้แจงว่าในกรณีของการตรวจสอบที่พบการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ตนเองพร้อมตรวจสอบรายละเอียดรวมถึงเครือข่ายที่เชื่อมโยง หากพบการกระทำผิดทุกความเสียหายจะส่งให้ดีเอสไอดำเนินการ ขอเชิญรังสิมันต์ลงพื้นที่ด้วย เพื่อให้ไปตรวจสอบ และทำงานให้โปร่งใส อย่างไรก็ดี ตอนที่ตนเองเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้ติดตามตรวจสอบ ที่เรียกว่าตามจนตายในคุกก็มี ดังนั้น กำไรที่ได้มาจะไม่ฟรี ต้องไปตามในคุก
สำหรับกระบวนการตรวจสอบ จะรวมถึงการลักลอบขายต่างประเทศด้วย เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อุดหนุนให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก ไม่ใช่อุดหนุนน เพื่อให้ผู้ค้าหากำไร ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเสียหาย มีการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันจาก จ.ชลบุรี จ.ระยอง ไปถึงภาคใต้ ได้ตรวจใบขนทุกใบ หากระบุข้อมูลไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับกรมธุรกิจพลังงาน ถือว่าผิด และที่ผ่านมาพบกว่า 100 รายการ โดย ไม่ว่าผู้ค้ารายใหญ่เท่าไร ต้องได้รับโทษ ตามกฎหมาย จำคุก 2 ปี ตนเองพร้อมเอาผิดผู้ค้ารายใหญ่ หากทำผิดจะต้องโดนทุกเจ้า
“การตรวจสอบของผม ไม่เฉพาะกรณีเสี่ยตือเท่านั้น โชคดีที่ผมไม่รู้จัก แต่หากรู้จักก็ไม่แคร์หากทำผิด ใครกักตุน มีความผิด ต้องแจ้งความเอาผิดย้อนหลังกับทุกคน สิ่งที่เกิดตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ออกประกาศ ดังนั้นจะเรียกคืนทุกหยด ทุกบาทแน่นอน” เอกนัฎ ชี้แจง
รังสิมันต์ ถามอีกว่า ตนเองพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ ในฐานะฝ่ายค้าน สำหรับเอกสารที่ตนเองส่งให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา 1 เดือนกว่านอกจากต้องการเห็นการขยายผลไปยังคลังน้ำมันที่อื่น แต่สิ่งสำคัญการจัดการโครงสร้างอาชญากรรม ในเครือข่ายเสี่ยตือ ต้องนำไปสู่ยึดอายัดทรัพย์ รวมถึงใช้มาตรการฟอกเงินจัดการ ซึ่งยังมีกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทบางจากด้วย พบการเข้าซื้อคลังน้ำมัน และน้ำมันในเครือข่ายเสี่ยตือ ที่จ.เพชรบุรี มูลค่า 9,000 ล้านบาท เพราะตนเองกังวลใจ เป็นเครือข่ายเดียวกันกับ เบน สมิธ ที่มีธุรกิจสแกมเมอร์ กาสิโน ในกัมพูชา มีความพยายามครอบครองบางจาก จึงขอให้ตรวจสอบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของไทยดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ด้วย
รังสิมันต์ ยังกล่าวถึงการที่ตนเองพยายามคำนวณน้ำมันที่หายไปจากระบบ ตามแถลงของนายกรัฐมนตรี วันละ 20 ล้านลิตร ประมาณช่วงวิกฤติ 300-600 ล้านลิตร แต่ข้อมูลดีเอสไอ หาเจอเพียง 57 ล้านลิตร เรือในข่ายเสี่ยตือ 3 แสนลิตร เป็นตัวเลขน้อยมาก
โดยเอกนัฎ ชี้แจงโดยยอมรับถึงตัวเลขน้ำมันที่หายไปจากยอดที่โรงงานผลิตเกิน และสต๊อก ประมาณ 700 ล้านลิตร พร้อมยืนยันจะติดตาม ส่วนการตรวจสอบนั้นในวันจันทร์-อังคาร ตนเองจะลงพื้นที่เพชรบุรี และสมุทรปราการ ว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตนเองได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ยอมคนผิด และตนเองในฐานะผู้กำกับกระทรวงพลังงาน เป็นผู้เสียหาย หากจะเอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มเถื่อนๆ ต้องตรวจสอบ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน กรณีที่เชื่อมโยงบริษัทบางจาก หากสืบหาเป็นกระบวนการเดียวกัน ตนจะตามไปจับ เพื่อจัดการทุนเทา ของเถื่อนที่อยู่ในกระบวนการอื่นๆ ซึ่งกรณีที่ตนจะจัดการถือเป็นอานิสงส์ของประเทศไทย
ในช่วงท้าย รังสิมันต์ ตั้งคำถามว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการจัดการกับไอ้โม่งน้ำมัน ดังนั้น ตนเองขอสอบถามว่าจะกล้าตรวจสอบ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือไม่ เพราะพบถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายปากน้ำที่พบการปล่อยเงินกู้ด้วย
ทำให้เอกนัฎ ชี้แจงว่า ตนปฏิบัติตามนนโยบายของพรรคที่ประกาศตอนเลือกตั้ง ไม่เอาทุนเทา สแกมเมอร์ ใครที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ จะปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่ว่าเป็นคนในครอบครัวตน หรือใครในพรรค เกี่ยวข้องกับการทำความผิดไม่เฉพาะเรื่องนี้ จะเอาผิดหมด
"คนที่สั่งผมคือ นายกฯ นายผมคือ ประชาชน ผมไม่ต้องกลัวใคร เห็นอยู่แล้วกับการทำงานของผมที่ผ่านมาซึ่งยึดกฎหมาย และ ประโยน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผมไม่ชอบพูดมากแต่พูดแล้วทำ มีสิ่งเดียวพิสูจน์จริงใจคือ ทำจริง การปฏิบัติหน้าที่ยึดความโปร่งใสเป็นสำคัญ ข้อมูลทุอย่างเปิดเท่าที่เปิดได้ ที่นายกฯ เลือกผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยากได้คนสู้จริง ดังนั้น ไม่ต้องห่วงผมสู้จริงแน่นอน ความผิดที่เกิดอย่าคิดว่าหนีไปได้ ผมเรียกข้อมูลตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่เดือน ก.พ. หากไม่ให้ก็ผิด และหากพบว่าผิดตรงไหนไม่สนใจจะตรวจสอบต่อ หากลามไปพรรคเรา หรือ พรรคท่านจับหมด บอกไว้ก่อน” เอกนัฎ ชี้แจง
รังสิมันต์ ยังใช้สิทธิ์ฝากประเด็นตอนท้ายว่า
ที่บอกว่าจะเชิญผม ผมรอและพร้อมทำ ทั้งนี้ตัววัดสุดซอยหรือไม่ คือตกลงแล้วจะสุดตรงไหน ถ้าสุดถึงรัฐมนตรี สังคมจะเชื่อ หากสุดท้ายไม่มีดอกผลชัดเจน การกระทำจะพิสูจน์ ขอให้เอาจิง จะรอดูว่าทลายเครือข่ายเสี่ยตือได้หรือไม่




