ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการช่วยเหลือแรงงานไทยอิสราเอลว่า ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 34 คน บาดเจ็บ 18 คน และถูกควบคุมตัว 24 คน ขณะนี้กำลังรอฟังข่าวดี แต่ยอมรับว่า ในประเทศอิสราเอลมีการปฏิบัติการค่อนข้างหนักในฉนวนกาซ่าทั้งนี้ สำหรับตัวเลขแรงงานไทยในอิสราเอล จากที่ได้รับรายงาน เดิมมีประมาณ 30,000 คน กลับมาแล้วประมาณ 8,000 คน ยอมรับว่า ยังเหลืออีกเป็นหมื่นคน แต่อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเพิ่มเที่ยวบินเพื่อไปรับแรงงานไทยที่จะกลับใจเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า ตอนนี้แรงงานไทยในอิสราเอลไม่อยากกลับแล้ว และศูนย์ที่รองรับผู้อพยพแรงงานไทยที่สถานทูตไทยประจำอิสราเอลจัดตั้งขึ้นได้ยุบไปแล้ว แต่ยังมีศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับคนไทยที่เปลี่ยนใจจะกลับ โดยจากข้อมูลที่ตนได้เดินทางไปประเทศกาตาร์และอียิปต์ได้รับข้อมูลจากผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศทราบว่า ตัวประกันยังอยู่ในเขตฉนวนกาซ่า เพียงแต่คนที่จับตัวไปมีกลุ่มอื่นประมาณ 2-3 กลุ่ม ไม่ใช่กลุ่มฮามาสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ตัวประกันน่าจะแยกกันอยู่ แต่หากมีการปล่อยตัวประกัน คิดว่าจะปล่อยในช่องทางที่ปลอดภัย เช่น ชายแดนประเทศอียิปต์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับอียิปต์ไว้แล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถไปรับตัวแรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกปล่อยตัวในช่องทางนั้นได้
เมื่อถามว่า ข่าวดีเรื่องตัวประกัน พอจะระบุรายละเอียดได้หรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า จากกรณีที่ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ และได้รับข้อมูล มีการพูดคุยกันว่า คนไทยจะได้รับการปล่อยตัวเป็นกลุ่มแรก เมื่อถามย้ำว่า ได้เห็นภาพคนไทยที่ถูกควบคุมตัวเป็นอย่างไรบ้าง ปานปรีย์ กล่าวว่า ได้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไทยหรือไม่ เนื่องจากภาพไม่ชัด ภาพเบลอ และเข้าใจว่า มีคนหลายสัญชาติที่ถูกจับไป
ปานปรีย์ กล่าวว่า ผู้ถูกควบคุมตัวก็มีสีผมสีดำเหมือนคนไทย จึงไม่แน่ใจว่า เป็นคนไทยหรือเป็นคนชาติอื่น ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่นั่งขัดสมาธิ แต่ไม่ได้ดูรายละเอียดว่าบาดเจ็บหรือไม่ แต่มีสีหน้าที่สดใส ซึ่งอยู่ภายในห้อง และไม่แน่ใจว่าเป็นห้องบนดินหรือห้องใต้ดิน แต่ไม่ได้ถูกพันธนาการ ส่วนจะเป็นภาพเดิมที่เคยออกสื่อหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะไม่เห็นว่าภาพที่ออกสื่อเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า ภาพที่ได้เห็นไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ใช่หรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า คงลำบากเพราะไม่ใช่ภาพที่มีแต่คนไทยอย่างเดียว แต่มีชาติอื่นด้วย
เมื่อถามว่า ทางมาเลเซียช่วยเราอย่างไรบ้าง ปานปรีย์ กล่าวว่า ต่างคนก็ต่างมีเครือข่าย ก็ช่วยๆ กัน เราไม่ได้เกี่ยงว่า ใครเป็นคนไปเจรจา ถ้าเจรจาแล้วมีความสำเร็จก็ยินดี ส่วนที่มีกลุ่มของวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ไปช่วยเจรจาด้วยนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการไปช่วยอีกทางหนึ่ง แต่ส่วนตัวไปพบผู้นำของแต่ละประเทศที่มีความใกล้ชิดกับทางฮามาส ก็ถือว่า ไม่เป็นไร ต่างคนต่างช่วย ต่างทำความเข้าใจว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับกลุ่มฮามาส และคนไทยกำลังรอการปล่อยตัวของผู้ที่ถูกจับตัวไป เรื่องนี้ใครช่วยได้ก็ดี
เมื่อถามถึงกระทรวงการต่างประเทศได้การเตือนคนไทยที่อยู่ในประเทศใกล้เคียงกับอิสราเอล หากสงครามลุกลามไปถึงประเทศข้างเคียงเหล่านั้นหรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น วันนี้เราทำในส่วนของอิสราเอล ซึ่งได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว โดยสามารถนำคนกลับมาได้มากถึง 35 เที่ยวบิน ซึ่งถือว่าเยอะมาก ตั้งแต่ 3 ต.ค. - 4 พ.ย. สามารถนำคนกลับมาได้ 8 พันคน และเข้าใจว่าคนที่กลับมาก็มีความสุขดี ส่วนคนที่อยู่เขาก็เต็มใจอยู่
เมื่อถามว่า เท่าที่มีการไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ มีแนวโน้มหรือไม่ว่ากลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกันไทย ปานปรีย์ กล่าวว่า ตอนนี้เราก็ขอให้เขาปล่อยคนของเรา ซึ่งเชื่อว่า ประเทศอื่นๆ ที่มีตัวประกันอยู่ก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่า ประเทศอื่นๆ ได้ไปพบผู้นำของ 3 ประเทศที่ได้ไปพบหรือไม่ เพราะได้เดินทางไปพบผู้นำกาตาร์ ผู้นำอิหร่าน และผู้นำอียิปต์ ซึ่งได้เป็นการพบกันแบบตัวต่อตัว และได้มีการปรึกษาหารือกับผู้นำประเทศอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ 3 ประเทศนี้
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กำชับหรือเร่งรัดอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า ไม่มี ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ




