รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อบรรยากาศการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา โดยระบุว่าการเมืองท้องถิ่นมีลักษณะแตกต่างจากการเมืองระดับชาติ เนื่องจากความสำเร็จของผู้สมัครไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความผูกพันและการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในช่วงใกล้วันเลือกตั้งว่า แม้ในเชิงยุทธศาสตร์อาจเป็นการคำนวณทางการเมืองเพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้าชัยชนะ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจทำให้ประชาชนและผู้สนับสนุนเกิดคำถามถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นต่อการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อผู้สมัครเดิมได้ลงพื้นที่ทำงานและสร้างฐานความนิยมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
“ในเชิงตัวเลขอาจเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่ทำให้มีโอกาสชนะมากขึ้น แต่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนที่คาดหวังให้พรรคการเมืองยึดมั่นในหลักการและความต่อเนื่องของการทำงาน”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ยังสะท้อนว่า จุดอ่อนสำคัญของหลายพรรคการเมืองคือการหายไปจากพื้นที่หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ทั้งที่ประชาชนต้องการเห็นผู้สมัครหรือทีมงานยังคงทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และนำเสนอแนวทางพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชนในระยะยาว
“การเมืองท้องถิ่นต้องอาศัยคนที่มีความผูกพันกับประชาชน ทำงานต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นว่ามีแนวคิดหรือรูปแบบการทำงานที่แตกต่าง สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง”
สำหรับการแข่งขันเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้ รศ.ดร.โอฬาร มองว่าผู้สมัครแต่ละฝ่ายต่างมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งผลงานที่ผ่านมา กระแสทางการเมือง และเครือข่ายสนับสนุน แต่สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายในการพัฒนาเมือง มากกว่าการแข่งขันกันด้วยกระแสหรืออิทธิพลทางการเมือง
“อยากให้ทุกฝ่ายประชันกันที่วิสัยทัศน์และนโยบาย ว่าจะทำให้พัทยาเป็นเมืองที่มีคุณภาพ เป็นเมืองแห่งอนาคต เป็นเมืองแห่งความปลอดภัย และเป็นเมืองที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกคนได้อย่างไร”

รศ.ดร.โอฬาร ยังมองว่า ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารเมืองพัทยาในอนาคต คือการสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองให้โดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันของเมืองต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อรักษาความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนประชาชนชาวพัทยาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้อย่างพร้อมเพรียง โดยพิจารณาจากนโยบายและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครเป็นหลัก รวมถึงร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์
“สิ่งที่อยากเห็นไม่ใช่แค่การยกระดับเมืองพัทยา แต่ต้องยกระดับประชาชนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเมืองด้วย เพราะวันนี้พัทยายังมีประชาชนมากกว่าพลเมือง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าวทิ้งท้าย
แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา ยกทีมลุยพื้นที่หาเสียง ชูนโยบายพัฒนายกระดับเมืองพัทยา
โดย ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 กลุ่มเรารักพัทยา พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 4 หมายเลข 13-18 ลงพื้นที่หาเสียงชุมชนชัยพฤกษ์ หมู่ 12
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ‘ปรเมศวร์’ และทีมงานได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือก “ยกทีม” ทั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ทุกเขต เพื่อให้การบริหารงานและการผลักดันนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่องและไร้รอยต่อ พร้อมนำเสนอนโยบายการพัฒนาที่ต่อยอดจากงานเดิม และพร้อมเสริมสิ่งใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวพัทยาให้ดียิ่งขึ้น


ปรเมศวร์ กล่าวว่า “หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้เข้าไปทำงานแบบยกทีม จะช่วยให้การประสานงานและการแก้ปัญหาในพื้นที่ทำได้ทันที ไม่สะดุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาวพัทยา”

ขณะที่ อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 1 พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา ลงพื้นที่หาเสียงช่วงเช้า กระจายกำลังประจำตามสี่แยกสำคัญในพื้นที่เขต 1-4 พบปะ ทักทาย และส่งกำลังใจให้ประชาชนที่สัญจรไปทำงาน
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการหาเสียงที่ทีมพรรคประชาชน (ปชน.) ใช้ต่อเนื่อง โดยระบุว่า ต้องการพบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด เข้าถึงง่าย ไม่รบกวนการจราจร พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พูดคุย สอบถาม และสะท้อนปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน

อิทธิวัฒน์ กล่าวว่า ผู้สมัครและทีมงานต่างเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองพัทยาเช่นเดียวกับประชาชน จึงเข้าใจปัญหาและต้องการเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงเมืองพัทยาให้ดีขึ้น ภายใต้แนวทาง “พัทยาเพื่อทุกคน”

ด้าน สุไอนี เจริญสุข ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 4 ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณซอยธรรมดา หลังวัดช่องลม และพื้นที่วัดบุญกาญจนาราม เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายพัฒนาเมืองพัทยา
โดย ‘สุไอนี’ ได้นำเสนอนโยบายหลักในการพัฒนาเมืองพัทยา ประกอบด้วย การผลักดันก่อสร้างโรงพยาบาลเมืองพัทยาขนาด 500 เตียง เพื่อรองรับการดูแลสุขภาพประชาชนและนักท่องเที่ยว การจัดสรรงบพัฒนาชุมชน ชุมชนละ 10 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด รวมถึงนโยบายยกระดับความปลอดภัยในเมืองพัทยาให้ครอบคลุมทุกมิติ
นอกจากนี้ ยังชูนโยบายผลักดันให้พัทยามีสถานีขนส่งภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคม รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับพัทยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความพร้อมทั้งด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน





