ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ... ที่มี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างดังกล่าวแล้วเสร็จและเสนอต่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระประชุมแล้ว ทั้งนี้คาดว่าสภาฯ จะได้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว วาระสองและวาระสาม ได้ก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 30 ต.ค.นี้
สำหรับสาระของร่างกฎหมายดังกล่าว พบว่า กมธ. ได้แก้ไขในรายละเอียดสำคัญเมื่อเทียบกับร่างกฎหมายที่ใช้ของพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นฉบับหลักพิจารณา ได้แก่ ระยะเวลาที่กำหนดให้นิรโทษกรรมตามกฎหมาย คือ “ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 จนถึง 16 ก.ค. 2568” ให้แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งปรับจากที่กำหนดห้วงเวลา 2548 - 2565
นอกจากนั้นแล้ว ในสาระสำคัญยังกำหนดบทล้างมลทินให้กับบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมาจากเหตุขัดแย้ง หรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งมีฐานความผิดเกี่ยวพันกันในการกระทำความผิดทางอาญาและทางพินัย ส่วนกรณีที่เป็นความเสียหายคดีทางแพ่งแก่หน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ “ให้ยุติการดำเนินคดี และไม่ให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น” รวมถึงหยุดการชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่ไม่ได้บังคับให้คืนการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่เสร็จสิ้นไปแล้ว
ขณะที่กรณีการร้องขอเรื่องนิรโทษกรรม เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลหรืออยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้ระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาล และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ศาล “ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ”
ทั้งนี้ กมธ. ได้เพิ่มบทบัญญัติใหม่ ให้ลบประวัติความผิดทางอาญา หรือ “ลบประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดซึ่งได้รับการนิรโทษกรรม” พร้อมกำหนดไม่ให้ใช้ประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้ยันบุคคลในทางที่เป็นโทษไม่ได้
ขณะที่บทยกเว้นห้ามนิรโทษกรรม ที่กำหนด “ไม่ให้นิรโทษกรรมฐานความผิดทุจริต หรือ ประพฤติมิชอบ การทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการกระทำผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือการกระทำผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นเหตุต้องรับผิดต่อบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นเฉพาะรายเฉพาะกลุ่ม” แล้ว กมธ. ยังเพิ่มบทบัญญัติ “ห้ามนิรโทษกรรมเหตุที่ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297”
ส่วนบทบัญญัติเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ยังกำหนดให้มีจำนวน 9 คน ประกอบด้วย
- นายกฯ หรือ รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมายเป็นประธาน กมธ.
- รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง จากเดิมที่กำหนดให้ ครม. เป็นคนเลือก
- ปลัดกระทรวงยุติธรรม
- เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
- ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายหรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 3 คน มาจาก “ที่วิปสภาฯ เห็นชอบ 1 คน จากวิปฝ่ายค้านเห็นชอบ 1 คน จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 1 คน”
- ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ ซึ่ง “ประธานสภาฯ เสนอ 1 คน”
- ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดให้เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ คุณสมบัติกรรมการที่มาจากการเลือกของวิปสภา วิปฝ่ายค้าน ที่ประชุมอธิการบดี และประธานสภาฯ พบว่า กมธ. ได้ตัดข้อความที่ห้าม “บุคคลเคยเข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้ประสงค์ใช้สิทธิตามกฎหมายนี้” ออกไป ทำให้เหลือคุณสมบัติเพียงว่า “ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” เท่านั้น
ขณะที่หน้าที่และอำนาจของกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พบว่า กมธ. ได้เพิ่มหน้าที่และอำนาจขึ้นใหม่ ใน 5 ประเด็น คือ
- “วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามกฎหมาย”
- “รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง”
- “เรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง”
- “จัดทำรายงานผลดำเนินการ ประเมินสถานการณ์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และเผยแพร่ต่อประชาชน”
- “สื่อสารสร้างความเข้าใจสาธารณะเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุข”
นอกจากนั้นแล้ว กมธ. ยังได้บัญญัติมาตราใหม่ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในขณะกระทำความผิด “สามารถร้องขอกรรมการเพื่อให้ได้รับการนิรโทษกรรมได้” และกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าเพื่อสมควรสร้างเสริมสังคมสันติสุข “ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วเสนอแผนไปยังพนักงานอัยการ ให้ใช้มาตรการพิเศษแทนดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ขอให้ใช้มาตรการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว”
และ “ให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกอบพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าว ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด”
ร่าง พ.ร.บ. ที่ กมธ.ปรับแก้ไขนั้น ยังมีส่วนของกรอบเวลาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย “ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน” จากเดิมที่ร่างกฎหมายระบุให้ทำให้เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ประชุมครั้งแรก และกรณีที่ทำไม่เสร็จให้สิทธิขยายเวลาทำงานได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ๆ ละไม่เกิน 90 วัน
สำหรับบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. พบว่า กมธ.ได้เพิ่มคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรมจากความผิดใน 12 ประเด็นไปเป็น 34 ประเด็น ซึ่งพบการเพิ่มเติมใน 22 คดีความผิด อาทิ ความผิดต่อความมั่นคงภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 124 ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. พ.ศ. 2541 และปี 2561 ความผิดตาม พ.ร.ป. กกต. ปี 2541 ปี 2550 ปี 2560 และปี 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเท็จ)
รวมถึง ความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497, ความผิดตาม พ.ร.บ. กสทช. ปี 2551, ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493, ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์, ความผิดตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์, ความผิดตาม พ.ร.บ.ธง, ความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2559
รวมถึงความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศและคำสั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปี 2549 ประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)




