ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยก่อนเริ่มงานที่ทำการพรรคประชาชนประจำเขตบางแค มีการจัดกิจกรรมพบปะอาสาส้ม เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งปัญหา และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ว่า เป็นกิจกรรมที่ต้องการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในพื้นที่ให้กับพรรคประชาชน โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะให้ครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ กว่า 75,000 หมู่บ้าน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเอง ก็เป็นพื้นที่ฐานเสียงที่เข้มแข็งของเรา จึงตั้งใจจะใช้เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ในการทำงานการเมืองแบบฉบับพรรคประชาชน คือการทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกคน อย่างน้อยในการเฝ้าคูหาเลือกตั้ง จะได้มีอาสาส้มกระจายตัว ทุกพื้นที่เพื่อเฝ้าคูหาเลือกตั้งปกป้องคะแนนเสียงของประชาชน
เครือข่ายอาสาส้ม ยังสามารถเข้ามาพัฒนานโยบายทั้งการสำรวจปัญหาในพื้นที่ เช่น วิกฤตพลังงานล่าสุด ที่ทำให้หลายปั๊มน้ำมันได้รับผลกระทบและขาดแคลน ร้านค้าปรับราคาสินค้าสูงขึ้น เราก็ได้ใช้อาสาส้มซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 4,000 กว่าคนทั่วประเทศลงไปสำรวจ และส่งข้อมูลกลับมาที่พรรค ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการสรุปข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ที่เราจะมีการยื่นญัตติด่วน เพื่อส่งข้อมูลไปยังรัฐบาลให้เห็นถึงปัญหาจริงว่า ประชาชนเดือดร้อนอย่างไรบ้าง
เมื่อถามถึงการยื่นญัตติเรื่องพลังงานยังมีอยู่หรือไม่ และเตรียมจับตานโยบายของรัฐบาลอย่างไรบ้าง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังมีอยู่ เราจะใช้ความพยายามในสภา เพื่อยื่นญัตติด่วนอีก 1 ครั้ง แต่อย่างที่เห็นการประชุมสภาวันโหวตนายก สุดท้ายกลายเป็นว่าประธานสภาเล่นเกมการเมือง ชิงปิดประชุมสภาก่อน ทั้งที่มีการรับปากแล้ว เพราะฉะนั้นการจะเสนอได้ไม่ได้อีกฟากฝั่งอยากให้ทุกคนช่วยกันเรียกร้องคือรัฐบาลเอง ตนไม่เห็นเหตุผลใด ๆ ที่รัฐบาลจะปิดพื้นที่ในสภาไม่ให้ สส.สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน
ณัฐพงษ์ ยังเปิดเผยถึงการยื่นซักฟอกรัฐบาล ว่า ถ้าดูตามปฏิทินทางการเมืองตอนนี้ อาจต้องให้เวลารัฐบาลทำงานสักระยะหนึ่งก่อน คำว่าให้เวลาทำงานไม่ได้หมายความว่า เราจะลดระดับการตรวจสอบ การยื่นญัตติ การตั้งกระทู้ถาม หรือขับเคลื่อนในกรรมาธิการ เราเดินหน้าเต็มที่แน่นอน เพียงแต่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นได้แค่ครั้งเดียวในปีสมัยประชุม และต้องมีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะพูดในส่วนนี้ แต่ถ้ามีประเด็นใหญ่ ๆ เข้ามาเราก็พร้อมเดินหน้าเต็มที่โดยไม่ลดระดับการตรวจสอบรัฐบาล
ณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณี สส.ในพรรคประชาชนออกมาเปิดเผยว่า สุริยา วงศ์อารีย์ สส.พรรคประชาชน จังหวัดอุดรธานี ที่มีพฤติการณ์โหวตสวนพรรคที่เรียกว่า งูเห่าสีส้ม และได้เป็น สส. เพราะซื้อเสียง ว่า เรื่องที่คนของพรรคออกมาสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และมีการตรวจสอบเบื้องหลัง ชี้แจงว่าบางอย่างอาจมีความเข้าใจผิด ที่ผ่านมาอาจมีข่าวเลือจากการพูดคุยภายในพรรค แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไทม์ไลน์ที่มาที่ไปเบื้องหลังของปัญหา ในฐานะทีมบริหารและตนเองได้มีการพูดคุยกับฝ่ายบริหารของพรรค จะมีการสื่อสารกับ สส. และองคาพยพของพรรคประชาชนเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อทุกคนจะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน
แต่การดำเนินการไปข้างหน้า ยืนยันว่า พรรคพร้อมที่จะลงโทษ ฃอย่างเด็ดขาด ให้ สส. งูเห่า ได้รับบทลงโทษที่หนักที่สุดที่สามารถได้รับในการกระทำนี้ แต่ขอหารือที่ประชุม สส. ภายในพรรคว่าจะลงโทษในรูปแบบใด จากนั้นจะมีการแถลงแถลงข่าวเร็วๆ นี้
ณัฐพงษ์ เน้นย้ำด้วยเสียงหนักแน่นว่า การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่จากข่าวที่ออกไปว่า พรรคมีการรับรู้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ว่าบุคคลดังกล่าวมีการซื้อเสียงเข้ามา บางส่วนอาจเป็นความเข้าใจผิด หรือข่าวลือที่เกิดขึ้น โดยในพรรคมีระบบรับฟังความเห็น ผ่านคณะกรรมการสรรหา
“ตอนนี้เราตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเบื้องหลัง ว่าตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบัน ผ่านกระบวนการสรรหาอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง การเปิดระบบรับฟังความเห็นจากประชาชน จากที่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร สส. ให้ประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศส่งเสียงสะท้อนเข้ามาถึงข้อกังวลห่วงใย เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า กรณีสุริยาไม่มีการร้องเรียนเข้ามา บางทีเราอาจจะได้ยินข่าวลือ ตัวแทนของพรรคบางส่วนอาจจะได้ยินข่าวลือ ว่าพรรครับรู้มาแล้วหรือไม่ แต่เหตุใดยังให้ลงสมัครต่อ ขอเรียนว่าบางส่วนอาจเป็นความเข้าใจผิด ดังนั้น ขอทำความเข้าใจภายในพรรคให้เป็นที่สิ้นสุดข้อเท็จจริงเดียวกัน ส่วนบนลงโทษยืนยันว่า จะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่คนเป็นงูเห่าจะต้องได้รับ” ณัฐพงษ์กล่าว
ณัฐพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีวันโหวตนายกฯ ซึ่งก่อนโหวตตนเองให้สัมภาษณ์ ไม่มีงูเห่า แต่พอโหวตเสร็จสิ้นบอก รู้อยู่แล้ว ว่า ก่อนโหวตยืนยันด้วยเชื่อว่า จะไม่มีงูเห่าเกิดขึ้นเพราะบริบทในขณะนี้รัฐบาลเสียงข้างมากมีเสถียรภาพ และไม่มีมีความจำเป็นใดต้องทำเช่นนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในภาพรวมต่อระบบการเมืองไทย การที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้กับ สส. คนใด ไม่ว่าพรรคการเมืองใดไม่ควรเกิดเหตุการณ์หนักดังกล่าวขึ้น ที่มีการซื้อตัว สส. ข้ามขั้ว หรือการโหวตสวนมติพรรคแบบนี้ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำลายความคิดของตนเองที่คิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชน อยากให้ตั้งคำถามกลับไปว่า คนที่ทำเช่นนี้ทำไปเพื่ออะไร
“ขณะเดียวกันวันนั้นที่ให้สัมภาษณ์แบบนั้นไป ในฐานะหัวหน้าพรรคอย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น มีแค่เสียงลือเสียงสะท้อนมา ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ต้องยืนยันว่าเราจะต้องเชื่อมั่น เพื่อน สส. ร่วมพรรค หากหัวหน้าพรรคยังมอบความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกไม่ได้ หากเขาไม่ได้เป็นงูเห่าจริง เท่ากับว่าผมในฐานะผู้นำไปทำลายความเชื่อมั่นเชื่อใจเรา ระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือไม่” ณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนจากที่สัมภาษณ์ช่วงหลังโหวต ว่าได้ทราบมาก่อนหรือไม่ ยอมรับว่ารับทราบ เป็นเหตุผลที่ชี้แจงว่า เราฟังหูไว้หู เราต้องมีน้ำหนัก แม้จะได้รับเสียงสะท้อนมา แต่การให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ ไม่สามารถที่จะกล่าวหาเพื่อนร่วมได้ จนกว่าจะมีการกระทำเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง และก็มีตัวแทนในพรรคได้พูดคุยกับสุริยามาโดยตลอด แต่จะขอความชัดเจนหลังมีการพูดคุยสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะตอนนี้อาจยังมีความเข้าใจกันอยู่บ้าง จึงจะชี้แจงในพรรคว่า กระบวนการสรรหาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ส่วนบทลงโทษในหลักการเห็นตรงกัน ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ต้องทำให้เกิดบทลงโทษที่หนักและรุนแรงที่สุด ที่จะทำให้เกิดขึ้นกับสุริยาได้
ณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหางูเห่าจะต้องแก้ไขที่ระบบการเมือง หากสุดท้ายรัฐธรรมนูญยังออกแบบบิดเบี้ยว เปิดช่องให้คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาขายตัวเองให้พรรคการเมืองอื่นเอาเงินมาซื้อไปได้ หรือการขายอุดมการณ์ตัวเองได้ เพราะนอกจากเกิดเหตุการณ์กับพรรคประชาชนแล้ว ก็ยังเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นด้วย จึงมองว่า สส. งูเห่าก็จะไม่หมดไปจากการเมืองเมืองไทย ดังนั้น หากจะแก้ไขเรื่องนี้นอกจากกระบวนการตรวจสอบในพรรคที่ต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบแล้วให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ไม่ได้หวังเข้ามาครอบงำองค์กรอิสระ หรือกลไกทางการเมืองให้อยู่กับพวกของตัวเองอย่างเดียว




