ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าว กรุงเทพฯโปร่งใส AI จับโกง ว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสเรื้อรังอยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และบ่อนทำลายความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาเศรษฐกิจ ใส่งบประมาณไปเท่าไหร่ก็ไปลงกระเป๋าคนเพียงหยิบมือ ทำให้การใช้งบประมาณ เพื่อไปพัฒนาประเทศทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ปัญหาการทุจริตต้องเริ่มต้นด้วยเจตจำนงของฝ่ายบริหาร จึงขอเสนอระบบ BKK Redflag AI กรุงเทพฯโปร่งใส 7 มาตรการจับโกงด้วยเทคโนโลยี 1. งบประมาณที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ 2. ดักจับราคาและสเปคที่ผิดปกติทันทีด้วย AI 3. ใช้ AI ทำความเข้าใจเปรียบเทียบราคาแต่ละโครงการและอ้างอิงการจัดซื้อโครงการอื่นหรือใกล้เคียงกัน 4. การทำแคตตาล็อกราคา ปิดช่องโหว่การสืบราคากลางด้วย BKK e-Catalog 5. ใช้ AI สแกน TOR ทลายการผูกขาดตั้งแต่ร่างเงื่อนไขการประมูล 6. ทลายเครือข่ายฮั้วประมูลด้วย Network Nnalysis ตรวจสอบบริษัทคู่ประมูลว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ และ 7. ตรวจสอบ DNA เอกสารจับฮั้วประมูลจากไฟล์ดิจิทัล
เมื่อถูกถามถึงการทุจริตในสมัยที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. สอบตกหรือไม่ ชัยวัฒน์ มองว่า อาจจะให้ประชาชนเป็นผู้ประเมิน แต่ตนเองคิดว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารสามารถยับยั้งได้ในทุกขั้นตอน แต่การที่ไม่ยับยั้ง และปล่อยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ โดยที่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็ยากที่จะฟังขึ้นส่วนจะประเมินชัชชาติกี่คะแนนนั้น ก็อยากให้ประชาชน ไปให้คะแนนกันในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ขอย้ำว่า เราทำปัญหานี้ให้หมดไปไม่ได้ ถ้าฝ่ายบริหารขาดเจตจำนง และความกล้าหาญ
สำหรับที่พรรคประชาชน ชูว่า ต้อง เลือก สก.พรรคประชาชนยกทีม ถ้าพรรคประชาชนไม่ได้ สก. ยกทีม จะไม่ประสานงานใช่หรือไม่ ชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น สก.พรรคประชาชน สามารถทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม.ท่านใดท่านหนึ่งได้อยู่แล้ว ในสภา กทม. ชุดที่ผ่านมา ก็ประสานงานกันได้ดี และผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาชน ก็สามารถทำงานกับสก.พรรคอื่นได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า เราทำเพื่อใคร ถ้าทำเพื่อประชาชน และมีเจตจำนงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประชาชน ตนเองคิดว่า ไม่ใช่เรื่องของ สก.พรรคไหนหรืออะไร ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้น แต่เกิดจาก สก.บางคนต้องการต่อรองเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยการรวมกลุ่มกันไปต่อรองงบประมาณกับผู้ว่าฯ และสอดไส้อยู่ในสำนักต่างๆหรือที่เรียกว่า “งบแปร”
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน ขยายความเพิ่มว่า ความบกพร่องที่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นได้ เพราะการจัดซื้อจัดจ้างในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตปกครองท้องถิ่นพิเศษมีจำนวนมาก แต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง คือ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว จะมีกลไกอะไรในการป้องกัน หรือมีระบบเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาด ที่ไปเกี่ยวโยงกับการทุจริตคอรัปชั่น เช่น กรณีลู่วิ่ง ขึ้นซ้ำอีก
“ถ้าเราไปจับที่คน เดี๋ยวก็จะเกิดขึ้นอีก ชัยวัฒน์และทีมงาน สก. ของพวกเรา เลยคิดว่า ต้องมีระบบบางอย่าง ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาสกัดกั้นตั้งแต่แรก ในขั้นตอนการทำงบประมาณ การเสนอราคากลางอย่างสมเหตุสมผล มีการจัดทำทีโออาร์ที่ไม่ล็อคสเปคตั้งแต่แรก ไม่ได้ปล่อยประละเลยให้พ่อค้าเข้ามา ต้องยอมรับหลายโครงการ คนเขียนสเปคเป็นพ่อค้า เขาเขียนเพื่อล็อคสเปคตัวเอง แล้วไปหาคู่เทียบ ที่เป็นบริษัทในเครือข่าย” วิโรจน์กล่าว
ดังนั้น ที่ถามว่าจะให้คะแนน อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติเท่าไหร่นั้น คิดว่าชัชชาติเคยให้คะแนนตัวเองไปแล้ว ตนเองให้เกียรติชัชชาติให้คะแนนตัวเองดีกว่า แต่เรามองไปข้างหน้า จะผู้ว่าฯกทม.ชื่ออะไรก็ตาม เราไม่ควรฝากความหวัง เรื่องการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นไว้กับชื่อผู้ว่าฯ กทม. ที่สำคัญที่สุด ต่อให้เราได้ผู้ว่าฯ กทม.ที่ดี เราก็ไม่ควรต้องเสียดาย เพราะผู้ว่าฯกทม.ที่ดี ต้องวางระบบเอาไว้ เวลาที่พ้นจากหน้าที่ไป ระบบที่ดีก็ยังคงอยู่
เมื่อถามว่า ระบบที่ชัชชาติวางไว้ สามารถใช้ได้หรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า การวางระบบนี้ ต้องวางควบคู่ไปกับการวางระบบบริหารราชการ ที่ชัยวัฒน์พูดถึงเรื่องงบแปรญัตติ กลไกไม่ได้ยาก ทำให้รู้สึกแค้นใจว่า ทำไมเราแก้ไม่ได้
เพราะจะมี สก. จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้เหมารวม เขารวมกลุ่มกัน ไปตัดงบผู้ว่าฯ กทม.มาให้ได้ มีเป้าหมายว่าปีหนึ่งตัดได้ 5,000 ล้านบาท รวมตัวสมคบกันแล้วตัดงบผู้ว่าฯ กทม.โดยหลังจากนั้น จะไปเจรจาหลังม่าน ข่มขู่ผู้ว่าฯ กทม. เอามาให้ฉัน 2,500 ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง พอได้มาแล้ว ก็จะเอาพ่อค้าของตัวเองมารับงาน ฮั้วกันกับข้าราชการเรื่องทีโออาร์ ส่วนหนึ่งก็ได้งานที่ไม่มีคุณภาพ คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน คนที่ได้เงินทอนก็คือ สก. และราชการบางคนในเครือข่าย
— วิโรจน์ กล่าว
วิโรจน์ ย้ำว่า หากมีระบบแบบที่พรรคประชาชนเสนอ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่ต้องลำบากใจ คนที่เซ็นงบประมาณก็คือผู้ว่าฯ กทม. ไม่เคยเห็นความอึดอัดใจของชัชชาติกรณีลู่วิ่ง หรือทั้งที่ในใจของท่านก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ว่าฯ กทม.จะได้ไม่ต้องอยู่ในสภาวะที่น้ำท่วมปาก
เมื่อถามว่า หากสภาพจริงไม่ได้ สก. ตามที่หวังไว้ ก็ต้องทำงานกับ สก. ที่เรียกรับผลประโยชน์จะทำอย่างไร ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขึ้นต้นเราก็ทำจากความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ถึงแม้จะเป็น สก.จากพรรคอื่น แต่ถ้าระบบนี้ กำกับดูแลควบคุม การต่อรองก็ทำได้ยาก
ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า กรณีนี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงส่ง สก. 50 เขต ส่วนเรื่องแท็กติคการดีลนั้น เชื่อว่าวิโรจน์ก็มีประสบการณ์ และจะเข้ามาเป็นทีมบริหาร ทำให้วิโรจน์ กล่าวเสริมว่า เรื่องการทำงานของ สก. ต้องเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด หากประชาชนรับรู้ก็จะมีส่วนร่วมในการติดตาม ว่าขั้นตอนไปถึงไหน ตนเองคิดว่าเป็นจุดแข็งของผู้สมัคร และ สก.ของพวกเราว่า หากเป็นโครงการของประชาชนก็จะเปิดให้มากที่สุด ซึ่งหากทำแบบนี้แล้วเกิดปัญหา ประชาชนจะออกมาปกป้องเอง ที่สำคัญความสัมพันธ์ในการบริหารระหว่างผู้ว่าฯ กทม.กับ สก.ก็ต้องดี ชิดเกินไปก็ไม่ดี ห่างเกินไปก็ไม่ดี ที่แย่ที่สุดคือ ดูเหมือนห่าง แต่หลังม่านแล้วใกล้ชิด อย่างนี้ เลวร้ายที่สุด
เมื่อถามว่าการันตีได้หรือไม่ว่าผู้สมัคร สก.จากพรรคประชาชน จะไม่มีคดีความเรื่องทุจริต ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเองคิดว่าถ้ามันเป็นมนุษย์ คงไม่สามารถการันตีใครได้ เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เราพยายามทำ พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความตั้งใจ มาทำงานได้ เราไม่ได้กีดกันใครตั้งแต่ต้น เรามีกระบวนการคัดเลือกคัดกรอง เช็คประวัติเท่าที่เรามีข้อมูล และเท่าที่เราหาได้ มีทั้งการทำงานอบรมร่วมกัน รวมถึงการลงพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ได้คัดกรองมาอย่างเต็มที่ ถ้าจะมีใครเปลี่ยนแปลงไปในภายหลังจากได้รับเลือกตั้ง คงไม่มีใครการันตีได้ แต่การอบรมคัดกรองมาพอสมควร ทำให้เชื่อว่าทุกคนมีดีเอ็นเอ มุ่งมั่นที่จะทำงาน
เมื่อถามว่าจะได้เห็นทีมผู้บริหาร กทม. ของพรรคประชาชนหาเสียงด้วยหรือไม่ เพราะเทียบกับเลือกตั้ง สส. ที่ The profressional ถูกมองว่า อยู่บนหอคอยงาช้าง วิโรจน์ กล่าวว่า ผู้บริหารที่ทาบทามมาแต่ละท่าน มีหน้าที่แตกต่างกัน หลายท่านอาจจะมาช่วยเดินหาเสียง หลายท่านทำงานเชิงนโยบาย หรืออยู่ในวงประชุม แต่ละคนมีบทบาทต่างกัน ตนเองเข้าใจเพราะประชาชนก็จะมองเห็นบทบาทของผู้บริหารเหล่านั้น ผ่านการเดินหาเสียง แต่โดยเนื้อแท้ยังมีงานอีกมากมาย หลังบ้านก็สำคัญ เหมือนวงดนตรี แม้แต่ทุกคนที่อยู่หลังเวทีก็มีความสำคัญเหมือนกันหมด หลายคนก็จะมองแต่นักร้องนำ บางท่านอาจจะมีความเชี่ยวชาญในงานงานหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ถ้าเราให้เขาผลักจากงานหลังบ้าน มาช่วยเดินหาเสียง มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เราก็พยายามวางคนให้ถูกกับงานให้มากที่สุด ไม่ได้เป็นปัญหาแบบนั้น
ด้านชัยวัฒน์ กล่าวว่า ช่วงแรกเป็นช่วงที่เพิ่งเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. เราจึงเน้นในส่วนนี้ แต่ระยะนี้จะเห็นเราลงไปทำนโยบายวงย่อยในพื้นที่ต่างๆ เดี๋ยวเราจะเริ่มเห็นทีมบริหารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะจะทำนโยบายเชิงประเด็น ต้องบอกว่าเป็นช่วงจังหวะแคมเปญของพวกเรา




