นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมทีมกฎหมาย เดินทางเข้าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในคดีที่พรรคประชาชนและพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวกรวม 9 คน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในฐานะพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นเพื่อใด หรือหน้าที่โดยทุจริต และ ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. มาตรา 69 ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทั้งตัวเลขาธิการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้กระทําการละเว้นกระทําการอันมิชอบ และ พ.ร.ป.สส.มาตรา 96 ประกอบ 164 กรณีทําเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง
โดยภายหลังการรับฟังคำสั่งศาล นพ.วาโย เปิดเผยว่า ศาลมีคำสั่งให้ฝ่ายโจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องเจตนาพิเศษตามมาตรา 157 รวมถึงเปิดโอกาสให้เพิ่มเติมข้อกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภายในระยะเวลา 30 วัน ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำสั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นภายในวันที่ 24 เม.ย. 2569 ด้วย
นพ.วาโย ยังตั้งคำถามสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ความหมายของคำว่า “การลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ 2560
2. อำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบใดที่ใช้ในการใส่สัญลักษณ์คิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบาร์โค้ดในบัตรแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงเหตุผลของการดำเนินการและผลกระทบต่อการเปิดเผยตัวตนผู้ลงคะแนน
และ 3. หากสัญลักษณ์ดังกล่าวสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีกระบวนการ หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในการตรวจสอบอย่างไร
นพ.วาโย เปิดเผยอีกว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องในขณะนี้ แต่ใช้อำนาจตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ.2560 ในการให้คู่ความอีกฝ่ายชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณา ตนเองมองว่า คำสั่งดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เนื่องจากโดยแนวปฏิบัติ หากศาลเปิดโอกาสให้แก้ไขคำฟ้อง และสามารถดำเนินการได้ครบถ้วน ก็มักมีแนวโน้มที่จะรับคำฟ้อง มากกว่าการยกคำร้องทันที
นอกจากนี้ ศาลได้นัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนว่าศาลจะรับฟ้องหรือไม่ โดยฝ่ายโจทก์สามารถยื่นคัดค้านคำชี้แจงของ กกต. ได้ภายในวันที่ 17 มิ.ย. 2569
สำหรับประเด็นคำชี้แจงของ กกต. เกี่ยวกับความหมายของ “การลงคะแนนลับ” นั้น นพ.วาโย ระบุว่า ฝ่ายตนได้อ้างอิงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจากเอกสารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว แต่ยังต้องรอดูว่าทาง กกต. จะใช้อ้างอิงแหล่งใดในการชี้แจงต่อศาล
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งก่อนหน้านี้ นพ.วาโย มองว่า เป็นคนละคดีกัน ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ แสวง บุญมีเลขาธิการ กกต. จะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การเลือกตั้งที่ผ่านยังเป็นการลงคะแนนโดยลับ ซึ่งการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความเห็น ที่อาจประกอบด้วยข้อเท็จจริงในการทำงาน แต่ในการชี้แจงต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือศาลรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐาน และข้อกฎหมายมาสนับสนุน ไม่สามารถใช้เพียงความเห็นส่วนบุคคลได้
นพ.วาโย มองในมิติทางการเมืองว่า คดีในศาลอาญาทุจริตฯ ไม่น่าจะส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์การเมือง เนื่องจากกระบวนการพิจารณา อาจใช้เวลานานหลายปี แตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจวินิจฉัยซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของการเลือกตั้งได้โดยตรง ที่หากมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หากมีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายโจทก์ก็อาจนำมาใช้ประกอบ หรือยื่นเพิ่มเติมในคดีนี้ต่อไปได้ โดยขณะนี้ทุกฝ่ายยังต้องรอคำชี้แจงจาก กกต. ภายในกรอบเวลาที่ศาลกำหนดต่อไป




