ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกสอบกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ซึ่งมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่แสดงบาร์โค้ดว่า หากเป็นการเรียกสอบโดยสุจริต ว่า กปน.ทำถูกระเบียบหรือไม่ สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือสังคมกำลังตั้งคำถาม เพราะ กกต.มีการแสดงความเห็น ว่าจะขู่ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯกับประชาชนทั่วไปรวมถึง กปน.ที่ทำหน้าที่สุจริตด้วย ซึ่งโดยระเบียบการถ่ายภาพที่เห็นหลังคูหา การลงคะแนน หรือการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งผิดกฎหมายแน่นอน แต่การถ่ายภาพขั้นตอนก่อนการลงคะแนนไม่ได้ผิดอะไร
ฉะนั้น การที่ กกต.พุ่งเป้าไปเรียกสอบ กปน.อาจจะมีการเผยแพร่ภาพต้นขั้วออกมานั้น ต้องดูว่าเขาทำผิดระเบียบจริงหรือไม่ หรือพยายามเรียกสอบ เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ ทำให้ กกต.มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า บาร์โค้ดที่ติดอยู่ในบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ออกแบบมาไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ จึงอยากเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจของตนเองในการไปปิดปากคนอื่น
สำหรับกรณีที่ประชาชนร่วมลงชื่อถอดถอน กกต. พรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่พรรคการเมืองหนึ่งทำได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญามาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. ขณะที่ช่องทางอื่นมีภาคประชาสังคม หรือประชาชนโดยทั่วไป ได้ไปยื่นร้องเรียนแล้วในหลายช่องทาง อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย และการยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งพรรคประชาชนจะไม่ยื่นร้องให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น แต่เราพร้อมจะติดตามเรื่องนี้เรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใสมากที่สุด
ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบาร์โค้ด และสิ่งที่ทุกคนกำลังกังวลคือ ข้อมูลอาจจะรั่วไหลตั้งแต่ในชั้นคูหาเลือกตั้งว่า หากมี กปน.บางส่วนที่ทุจริตมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อาจทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงในแต่ละบัตรรั่วไหลตั้งแต่การนับคะแนน ซึ่ง กกต.พยายามชี้แจงว่า กระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งเป็นความลับ และมีการแยกจัดเก็บ ณัฐพงษ์ เชื่อมั่นในความสุจริตของคนส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า กปน.ทุกหน่วยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก้อนการเมือง คือการเปิดเผยชื่อ กปน .ทั่วทั้งประเทศ เพราะปกติก็เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และต้องมีลายเซ็น กปน.กำกับหน้าหน่วย จึงไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับแต่อย่างใด
“กกต.เป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่ถือชื่อ กปน.แสนหน่วยทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น ถ้าอยากให้เกิดความโปร่งใส กกต.ต้องเปิดรายชื่อ กปน. หากย้อนหลังไปหลายปี จะได้เห็นว่ามีรายชื่อต่างจากปีก่อน ๆ หรือไม่ ซึ่งจะทำให้สังคมคลายความสงสัยไปได้มากยิ่งขึ้น”
เมื่อถามว่าปัญหาเหล่านี้ จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ ณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ทั้งศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ หลายคนอาจจะมองว่า เรามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่า เราแพ้การเลือกตั้งแล้วออกมาเรียกร้องหรือไม่ แต่สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิ์ของประชาชนให้ถึงที่สุด
ขณะนี้ บัตรเลือกตั้งมีปัญหา กกต.ต้องพยามดำเนินการอย่างเต็มที่ดีที่สุด ให้เก็บรักษามีความลับ ดีที่สุดคือต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่เหมาะสมที่จะพูด ต้องให้หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ตัดสินแทน
เมื่อถามถึงกรณีการสมัครสมาชิกของ พรรคประชาชน ซึ่งขอให้ผู้สมัครกรอก “เลข Laser ID” ด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชน ควบคู่กับเลขบัตร 13 หลัก อาจเสี่ยงทำให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เราไม่ได้มีการเก็บข้อมูลอะไร ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การขอเลขหลังบัตรประชาชน เป็นไปตามกรมการปกครอง เปิดช่องทาง เพื่อยืนยันความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่า การสมัครสมาชิกหรือการทำธุรกรรม เป็นไปตามที่กกต.กำหนด และยืนยันว่าเป็นประชาชนตัวจริง จึงเป็นสาเหตุให้เราเก็บข้อมูลเลขหลังบัตรประชาชน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาภายหลังแน่นอน ตนเองได้ตรวจสอบกับทีมงานหลังบ้านแล้ว ว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ เพื่อไม่ให้รั่วไหล และเราไม่ได้บรรจุข้อมูลส่วนนี้ไว้ในฐานข้อมูลของเรา
ส่วนได้พูดคุยกับ ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชนหรือไม่ ภายหลังออกมาให้ข้อมูลโจมตีพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคได้พูดคุยอยู่แล้ว ส่วนตัวยังไม่ได้ยกหูคุยกันโดยตรง แต่สิ่งที่สื่อสารไปทางสื่อต่าง ๆ เป็นการบอกถึงธิษะณาอยู่แล้ว ว่า ไม่ได้ต้องการทำร้ายธิษะณาแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน เขาคงยืนยันในสิ่งที่พูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จึงอยากให้ทุกคนลองมองทั้งสองด้าน ว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นนั้น มีเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
ส่วนกังวลหรือไม่ว่าธิษะณาจะออกมาเปิดเผยข้อมูลของพรรคประชาชนอีก ณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลายอย่างที่ธิษะณาออกมาสื่อสาร ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น ที่ใช้คำว่า “io ส้ม” พรรคประชาชนไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น สิ่งที่เรามีอาจจะมีทีมที่เรียก ว่า Social Monitoring หรือ Social Listening จริง เพื่อติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ได้มีหน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมา เพื่อพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือชี้นำความคิดของสังคม หรือการระบุมีทีมงานไปคอยตอบคอมเม้นต์ใต้โพสต์ต่าง ๆ นั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อันนี้ไม่มีแน่นอน ตนเองขอปฏิเสธ




