'ชัยวัฒน์' มอง 'ระบบอากง' ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ย้ำ ต้องป้องกันต้นน้ำ ไม่ให้มีใครถอนทุนคืนได้

7 มิ.ย. 2569 - 13:00

  •  เมิน ผลสำรวจนิด้า 'ชัชชาติ' นำโด่ง ชี้ โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือวันที่ 28 มิ.ย.นี้ 

  •  ระบุ บทบาท 'สุรพล' นำข้อมูลเชิงลึกประกอบจัดทำนโยบาย บอก ยังไม่ได้เชิญมาเป็นผู้ช่วยหาเสียง

  • ส่วนดราม่าตัดสิทธิ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ไม่สมเหตุสมผล จี้ 'ก.คลัง' ชี้แจง 

'ชัยวัฒน์' มอง 'ระบบอากง' ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ย้ำ ต้องป้องกันต้นน้ำ ไม่ให้มีใครถอนทุนคืนได้

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาชน พร้อมด้วย อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัคร สก.เขตจตุจักร พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียง เพื่อนำเสนอนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะค้าขายง่าย ส่งเสริมพื้นที่ค้าขาย และ หวย SMEs เพราะมองว่า ตลาด อตก.วันอาทิตย์แบบนี้ มีคนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยเยอะ  

สำหรับปัญหาในเขต อภิวัฒน์ กล่าวถึงปัญหาชุมชน ที่เขตจตุจักรยังมีปัญหาขยะตกค้าง และเรื่องน้ำท่วม แต่การทํางานตอนเป็น สก.สมัยที่แล้ว ก็มีการแก้ปัญหาไปมากพอสมควร แต่ยังไม่ 100% ขณะที่เรื่องการคมนาคมหรือขนส่งนั้น พื้นที่จตุจักรก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการขนส่ง ยังมีเรื่องรถติดอยู่บ้าง เนื่องจากการเชื่อมต่อยังไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ยิ่งมีน้ําท่วม รถก็จะยิ่งติด  

ส่วนมั่นใจในพื้นที่จตุจักรหรือไม่ ชัยวัฒน์ ระบุว่า ไม่ได้กดดันอะไร จากการลงพื้นที่ร่วมกับผู้สมัคร สก. มีเสียงตอบรับและสนับสนุนจากประชาชนอบอุ่นมาก เราเดินทุกวันทําพื้นที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อทําให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น และสื่อสารกับประชาชนว่าจะทําเรื่องเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างไร หวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะให้โอกาส  

เมื่อถามถึงผลนิด้าโพล ที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่า กทม. มีคะแนนนําทิ้งห่างทุกคน เราจะมีแนวทางอย่างไรให้คะแนนตีตื้นขึ้นมา ชัยวัฒน์ มองว่า โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือโพลของวันที่ 28 มิถุนายนนี้ พรรคประชาชนจะทําหน้าที่ของพวกเราทุกวันให้ดีที่สุด เพื่อนําเสนอนโยบายและแนวทางการทํางานของพวกเรา ต่อการบริหารกรุงเทพมหานคร ทุกอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ประชาชนให้โอกาสเข้าไปทํางาน  

เมื่อถามถึงสัดส่วนของคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือก มั่นใจหรือไม่ว่าจะนำมาเป็นคะแนนเสียงของเราได้ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่เราคาดหวังว่า จะนำเสนอ ทำให้คนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจได้เล็งเห็นว่า การให้โอกาสพรรคประชาชน จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง นำไปสู่อนาคตของกรุงเทพมหานครที่แตกต่างไปจาก 4 ปีที่ผ่านมา 

ส่วนจะมีแคมเปญออกมาในช่วงท้ายๆ ให้ประชาชนว้าวอีกหรือไม่ ชัยวัฒน์ ขอให้ช่วยติดตามดู เรามีแคมเปญในแต่ละเฟสออกมาเรื่อยๆ และมีการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ออกมา 

เมื่อถามถึงระบบอากง ชัยวัฒน์ ระบุว่า เราคงต้องยอมรับว่า เรื่องของระบอบการซื้อขายตำแหน่ง ระบอบของการทุจริต ก็มีมาในทุกๆ ยุคสมัยของ ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก กาการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การทุจริต ไม่ว่าจะเป็นทุจริตงบประมาณ ทุจริตการซื้อขายตำแหน่ต้องใช้เจตนาอันแน่วแน่ เจตจำนงทางการเมืองอันแน่วแน่ พร้อมกับระบบป้องกัน ไม่ใช่ระบบติดตามจับ 

โดยพรรคประชาชน ได้นำเสนอมาโดยตลอดว่า เราจะใช้ระบบเพื่อเข้ามาป้องกัน ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ที่จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ภายใต้การบริหารของผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาชน ปัญหาเหล่านี้ ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เพราะฉะนั้น ขอโอกาสจากประชาชนชาว กทม. ให้โอกาสกับพรรคประชาชน หากเราได้เข้ามาไม่ใช่แค่ตัวตนเอง แต่ผู้บริหาร ภายใต้การทำงานร่วมกับตัวเองนั้น จะยอมไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น  

หมายความว่า จะเข้าไปรื้อระบบที่มันมีอยู่แล้วใช่หรือไม่ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราก็จะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ระบบการซื้อขายตำแหน่ง ก็เพื่อเข้าไปโกงกินงบประมาณ ผลประโยชน์ ถอนทุนคืน ให้ได้มากกว่าเงินที่จ่ายในการซื้อขายตำแหน่งไป ดังนั้น ถ้าหากไม่สามารถโกงกิน ทุจริตได้ การซื้อขายตำแหน่ง ก็จะไม่มีผลประโยชน์ เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ 

ยกตัวอย่าง อบจ. ลำพูน ที่พรรคประชาชนได้เข้าไปบริหาร งบประมาณต่างๆ พิสูจน์แล้วว่า ไม่รั่วไหล เช่น การซื้อของที่ลดลงจากราคากลางประมาณ 20-60% เพราะฉะนั้น นี่คือเรื่องของความเป็นผู้นำ 

ประเด็นปัญหาของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีประชาชนถูกตัดสิทธิเนื่องจากบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยชัยวัฒน์ระบุว่า ตรรกะและตัวเลขในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวยังขาดความสมเหตุสมผล เนื่องจากพ่อแม่ที่ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีอาจไม่ได้เป็นผู้ที่มีรายได้จริง จึงเรียกร้องให้กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานผู้ออกนโยบายเป็นผู้ออกมาชี้แจงเหตุผลและนำปัญหานี้ไปปรับปรุงแก้ไข 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวในมุมมองของอดีตบุคลากรธนาคารแห่งประเทศไทย ชัยวัฒน์ ระบุว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบายกระทรวงการคลังในการอธิบาย ส่วนตนเองต้องการมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับกรุงเทพมหานคร โดยพรรคประชาชนได้นำเสนอนโยบาย “หวย SME กทม.” ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากโครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลเคยใช้จ่ายสมทบในสัดส่วน 60-40 

สำหรับนโยบายหวย SME กทม. ชัยวัฒน์อธิบายว่า มีต้นแบบความสำเร็จมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากในไต้หวัน โดยกำหนดให้ประชาชนที่ซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการ ทุกการใช้จ่าย 20 บาท จะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัล ซึ่งทางกรุงเทพมหานครจะจัดสรรงบประมาณเป็นเงินรางวัลจำนวน 10 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อมีผู้ได้รับรางวัลจะเกิดการบอกต่อ ส่งผลให้ประชาชนต้องการเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการจริงแล้วที่จังหวัดลำพูนในชื่อ “ลำพูนเพย์” และเชื่อมั่นว่า หากนำมาใช้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า จะสามารถกระตุ้นรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ส่วนประเด็นการเชิญสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่า กทม.พรรคประชาชน มาช่วยลงพื้นที่หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อป้องกันข้อครหา ชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า บทบาทหลักของศาสตราจารย์พิเศษสุรพลคือการเป็นที่ปรึกษาเชิงนโยบาย โดยได้นำประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครโดยตรง เช่น การบริหารงานบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายของพรรคในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการเชิญมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงในพื้นที่นั้น ปัจจุบันยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์