กว่าจะถึงวันนี้ (19 ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เปิดให้ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net เพื่อสมัคร ยืนยันตัวตน และสร้างบัญชีสำหรับเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AIPASS ก่อนให้บริการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 ส.ค.
เป้าหมายหลัก คือ แจกสิทธิ์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฟรี เป็นเวลา 1 ปี โดยรวบรวมกว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์ม 'AiPASS' อาทิ GPT 5.6, Claude Opus 5, Gemini 3.1 Pro, Grok 4.3, Sonar Deep Research, GPT Image 2, Nano Banana Pro, Seedance 2.0, Lyria 3 Pro และ Pathumma LLM ของไทย ให้สามารถรองรับได้ถึง 5 ล้านสิทธิ์
โดยดำเนินงานด้วยระบบชำระค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ Pay Per Active Use ซึ่งภาครัฐจะชำระค่าบริการเฉพาะผู้ใช้งานระดับ Innovator ที่มีการใช้งานจริงตามเงื่อนไขของโครงการ เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณสอดคล้องกับการใช้งาน และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างสูงสุด
หลังถูกต่อต้าน ‘ไชยชนก’ ปรับบ้าง แต่ไม่ถอย
ในภาพกว้างโครงการที่ดูดี มีประโยชน์ แต่ตลอดการดำเนินงานกลับมีเสียงคัดค้านอยู่เสมอ เมื่อปรากฎรายละเอียด ก็เริ่มมีการจับพิรุธ และตั้งข้อเกตุมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ความโปร่งใส ไม่คุ้มค่า TOR ระยะเวลา การล็อคสเป็ค ตลอดไปถึงความย้อนแย้งกันเอง ของคำพูดเหล่าระดับผู้บริหารกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำกับดูแลโดยตรง
แม้จะมีการปรับเปลี่ยนบางสิ่งไปบ้าง ซึ่งระหว่างทางเมื่อเปิดเวทีรับฟังความเห็น ก็ถูกปักธงว่า ‘เวทีฟอกขาว’ ขณะที่กลุ่มบุคคลซึ่งต่อต้านตอนเริ่มต้น หลายคนก็ลดกำลัง หรือถอยออกจากเรื่องนี้ไปนั้น แต่ไชยชนกยังคงยืนยัน จะเดินหน้าโครงการ เพื่อทำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
‘รักชนก’ เรียกข้อมูลผ่าน ‘กมธ.ติดตามงบฯ’ จ่อใช้อำนาจเรียก
‘รักชนก ศรีนอก’ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาฯ ผู้เริ่มต้นเปิดประเด็นเป็นคนเแรกๆ และติดตามมาเสมอ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้ถูกมองว่า หลายครั้งที่เสมือนใช้เวทีกรรมาธิการเล่นใหญ่ เนื่องจากอํานาจในมืออาจไม่ได้มีอยู่จริง หรือยังไม่กล้าใช้
ตลอดกว่า 3 เดือน ได้มีการทำหนังสือเชิญไชยชนกมาร่วมการประชุมถึง 4 ครั้ง แต่ไม่ตอบรับ มีเพียงระดับผู้บริหารที่เข้ามาบ้าง แต่รักชนกยังเห็นว่าไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน โดยฉบับล่าสุดขอให้ส่งกลับภายในวันที่ 25 ส.ค.
รักชนก เคยยอมรับว่า มีการปรึกษากับกรรมาธิการคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เนื่องจากในกรรมาธิการพรรคภูมิใจไทยมีสัดส่วนมากที่สุด ตามจำนวน สส. (มี สส.ภูมิใจไทยอยู่ในกรรมาธิการมากกว่า 8 คน)
ขณะที่บรรยากาศในการทํางานก็ไม่ค่อยจะราบรื่น เพื่อให้ทุกคนสบายใจ จึงต้องปรึกษาว่า หากทางกระทรวงดีอีส่งเอกสารตามที่กรรมาธิการขอไปครบทุกอัน คงจะไม่ต้องเรียกไชยชนกเข้ามาชี้แจงก็ได้ แต่มีหลายเอกสารที่ไม่ได้รับ บางเอกสารที่ได้มาไม่ได้ขอไป หรือมีส่วนเอกสารที่ได้ล่าช้า และยังถูกเซ็นเซอร์ไว้ในใจความสําคัญ
รักชนก ยอมรับว่า รู้สถานะของไชยชนก และเข้าใจเพื่อนในกรรมาธิการ ว่าคงไม่สะดวกใจในการจะโหวตใช้อํานาจเรียกให้ จึงขอพูดด้วยความละมุนละม่อม ฝาก สส.พรรคภูมิใจไทยให้ไปกระซิบไชยชนกมาเข้าร่วม
อย่างไรก็ดี การจะใช้อํานาจเรียก ต้องเป็นมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ซึ่งต้องได้เสียงอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง หรือ 8 จาก 15 คนของกรรมาธิการ
‘การดี’ ใช้ช่องยื่นหนังสือ-ล่ารายชื่อยกเลิก
‘การดี เลียวไพโรจน์’ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บางฝ่ายอาจมองว่า ได้เข้ามาเจาะประเด็น ร่วมกับนักวิชาการ หรือฝ่ายเทคโนแครตต่างๆ ก็ใช้วิธีเรียกร้องตามหน่วยงาน โดยเน้นเอกสาร และความร่วมมือของภาคส่วนอื่น
เริ่มนำทีมยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงไชยชนก ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. เพื่อขอให้ทบทวนและพิจารณาดำเนินการแก้ไข หรือดำเนินการ เพื่อยกเลิก
โดยตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการอนุมัติโครงการ มีความเร่งรัดอย่างผิดปกติ มีการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญใน TOR ช่วงรัฐบาลรักษาการ อีกทั้งกำหนดเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ ให้แก่ผู้รับจ้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ
2.ความไม่คุ้มค่าและคุณภาพระบบที่ต่ำกว่ามาตรฐานฟรีทั่วไป จากการทดสอบประสิทธิภาพระบบจริง สะท้อนชัดเจนว่า การใช้งบประมาณในโครงการนี้ เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมใดๆ ไว้ให้ประเทศหลังจบโครงการ
3.ความไม่โปร่งใสในเกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง (Pay per Use หรือ Pay per Active User) ข้อชี้แจงยังขาดความชัดเจน ในเกณฑ์การนับจำนวน Token และความหมายของ Active User ที่ชัดเจน การตรวจสอบผู้ใช้งานจริง และราคากลางต่อหน่วย หากไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเบิกจ่ายเงินเกินจริง และการทุจริตเชิงนโยบาย
4. การขัดต่อเงื่อนไข TOR และกระทบต่ออธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ตามวัตถุประสงค์กำหนดชัดเจนให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งานภายในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมีการเรียกใช้โมเดลต่างชาติ จะมีการส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศในระยะยาว
และ 5. การขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน โครงการระดับพันล้านบาท กลับไม่มีเป้าหมาย และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริงในการ “ยกระดับทักษะ AI ของคนไทย” การลงทุนครั้งนี้ จึงขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
พร้อมเชิญชวนให้คนร่วมลงชื่อยุติโครงการผ่าน stopaipass.com ซึ่งขณะนี้ สามารถรวบรวมได้กว่า 14,000 รายชื่อแล้ว
หลังลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว ‘ฝ่ายค้าน’ ยังทวงถามอะไร
รักชนก ได้ส่งหนังสือทวงเอกสาร 3 ประการในวันก่อนลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) โครงการ TH-AI Passport คือ 1.เอกสารข้อเสนอเชิงเทคนิคประกอบการนำเสนอ เพื่อยื่นประมูลโครงการ ทั้ง 3 บริษัท ที่เข้าร่วมประมูล 2. รายงานผลการพิจารณา การให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ และประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา
และ 3.สัญญาฉบับล่าสุด โครงการ TH-AI Passport ระหว่าง สดช และ กิจการร่วมค้า TH (บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จํากัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จํากัด (มหาชน))
รักชนก มองว่า เนื่องจากการเปิดระบบให้ประชาชนทดลองลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อทดสอบความเสถียรของระบบก่อนเปิดใช้งานจริงสิ้นเดือน นั่นหมายความว่า สัญญาฉบับล่าสุดคงต้องเซ็นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น คงไม่มีเหตุผลใดมาอ้างเพื่อจะไม่ส่งอีก
ขณะที่ ‘การดี’ ตั้งข้อสังเกตุเมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน (Terms of Service) ตลอดจนนโยบายความเป็นส่วนตัวของระบบ พบข้อความระบุชัดเจน แพลตฟอร์มจะไม่สามารถประมวลผลหรือสร้างคำตอบให้ผู้ใช้ได้ หากปราศจากการส่งต่อข้อมูลไปยังโมเดล AI ต่างประเทศที่เลือกใช้งาน และหากผู้ใช้ไม่ยินยอม ก็จะไม่สามารถใช้งานระบบได้
ข้อกำหนดดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืนยันว่า กระทรวงฯ รับรู้อยู่แล้วว่า การส่งข้อมูลของคนไทยไปประมวลผลยังต่างประเทศ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขบังคับ ซึ่งถือว่าขัดและผิดหลักการตามขอบเขตของงานที่เคยระบุไว้ในโครงการก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น จึงเป็นความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น
พร้อมเรียกร้องตามจุดยืน 3 ประเด็น 1.ชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณ ขอให้ระงับการเบิกจ่ายเงินงวดต่าง ๆ เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจน และขอเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารสัญญาการเบิกจ่ายฉบับใหม่ที่ร่างขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าจัดทำเสร็จและส่งกลับมายังหน่วยงานแล้ว เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบความโปร่งใส
2.ชี้แจงการตรวจรับงานงวดที่ 1 ปัจจุบันเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบยังคงปล่อยให้เรื่องการตรวจรับงานงวดแรกมีความคลุมเครือ ไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน พร้อมเตือนไปยังคณะกรรมการตรวจรับงานทุกคน โดยยกบทเรียนทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต ที่ข้าราชการทั้งชั้นผู้น้อย ชั้นกลาง และผู้ใหญ่ มักจะต้องกลายเป็นผู้รับโทษแทนทางการเมือง จึงขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์และทรัพย์สินของชาติเป็นสำคัญ
และ 3. อย่าเอายอดลงทะเบียนเป็นตัวประกัน คาดการณ์ว่าหน่วยงานรัฐอาจพยายามนำตัวเลขจำนวนผู้ลงทะเบียนมาแอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรม และใช้เป็นเกราะป้องกันเพื่อดันโครงการต่อไปโดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่ความเป็นจริง ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโมเดล AI ผ่านช่องทางอื่นที่มีอยู่แล้วได้ โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียงบประมาณและภาษีของประชาชนเพิ่มเติม
"ดิฉันเองก็ยังรอเอกสารจากกระทรวงอยู่ในทุกประเด็นที่ตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้ ขอยืนยันว่า ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ดิฉันต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนา แต่ก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างมีคุณภาพสูงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์และทรัพย์สินของประชาชนทุกคน" การดี ย้ำ
DE ยืนยันถูกต้องตาม กม. พร้อมเดินหน้าตามกำหนดการเดิม
หลังผ่านไปครึ่งวัน ไชยชนก เปิดเผยว่า มียอดลงทะเบียนทะลุ 300,000 ราย ขณะที่ระบบยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD มีอาการสะดุดบางช่วง หลังมีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนพร้อมกันจำนวนมาก จึงแนะนำให้เปลี่ยนไปลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐโดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 28 ส.ค.ตามกำหนดเดิม ก่อนเริ่มให้บริการวันที่ 31 ส.ค.
ไชยชนก ได้กล่าวถึงประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลว่า การใช้งาน AI ภายใต้โครงการ ยังอาจมีการประมวลผลข้อมูลในต่างประเทศเช่นเดียวกับบริการ AI ทั่วไป แต่เงื่อนไขตามสัญญากำหนดว่า ผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลไปจัดเก็บ หรือนำไปประมวลผลต่อยอดเพื่อใช้กับโมเดลได้ ดังนั้น หากพิจารณาในแง่ของการนำข้อมูลไปใช้ต่อ มองว่าระบบนี้มีความปลอดภัยมากกว่าการใช้งาน AI ทั่วไปในปัจจุบัน
ส่วนกรณีฝ่ายค้านยังติดตามเอกสารและการชี้แจงเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ไชยชนก กล่าวว่า ทีมงานจะทยอยส่งข้อมูลให้ต่อเนื่อง และที่ผ่านมาได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับแต่ละกระบวนการเข้าให้ข้อมูลตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก ขณะที่การจะเดินทางไปชี้แจงด้วยตัวเองนั้น จะพิจารณาจากภารกิจ และประเด็นที่เห็นว่า สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรงได้
อย่างไรก็ดี ไชยชนกไม่ได้กังวล หากอาจเกิดกรณีมีการร้องเรียนหรือตรวจสอบโครงการต่อสำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมยืนยันว่า กระทรวงให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบมาโดยตลอด การดำเนินโครงการเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เจตนาของโครงการนี้ คือการสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม
อาจจะไม่ถูกใจ แต่มันถูกกฎหมาย ผมเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่เข้ามาใช้งาน
— ไชยชนก กล่าว



