พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงส่งข้อความไปยังรัฐบาล ให้เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเราได้ยื่นเป็นญัตติด่วนด้วยลายลักษณ์อักษรไปแล้ว
จากคําตอบของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้คําตอบต่อสภาว่า คณะกรรมการกลั่นกรองเอง เริ่มเดินหน้าทํางานแล้ว และน่าจะมีการส่งไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติโครงการต่าง ๆ ให้มีการใช้จ่ายเงินอย่างเร็วที่สุด ในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ณัฐพงษ์ ระบุว่า พวกเราเอง คิดว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลความจําเป็นอื่นใด หากไม่ได้ตั้งใจที่จะสอดไส้ หรือไม่ได้อยากตั้งใจปกปิด ไม่ให้สภาทําหน้าที่ในการตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ก็ไม่น่ามีการขวางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้
ที่ผ่านมาในอดีต พ.ร.ก.เงินกู้ต่างๆ อย่างในสถานการณ์โควิด ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบเช่นเดียวกัน จึงคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราในสภา ที่ต้องช่วยกันในการตรวจสอบ หรือให้ข้อเสนอแนะในการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้ ในการเยียวยาอย่างตรงเป้ามากที่สุด และช่วยกลั่นกรองโครงการต่างๆ ให้มีความโปร่งใส
ส่วนหากไม่มีการสร้างคณะกรรมาธิการดังกล่าว จะมีการดําเนินการอย่างไรต่อไป ณัฐพงษ์ ระบุว่า ที่นี่เป็นการยื่นญัตติด่วนด้วยลายลักษณ์อักษร ดังนั้น ต้องรอให้มีการตรวจสอบและบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภา ในกรณีที่เป็นญัตติด่วน ก็จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาก่อน จริงๆ คิดว่า ถ้าทุกคนเห็นตรงกัน การเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ก็สามารถทําได้ในที่ประชุมสภา และลงมติตั้งกันได้โดยเร็วที่สุดด้วยซ้ํา
ส่วนเหตุผลที่ระบุ ต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อนจึงจะมีการตั้งนั้น ก็คิดว่าอาจจะฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะกระบวนการปกติของสภา มีอํานาจในการพิจารณาตั้งแต่ชั้นส่งร่างพระราชบัญญัติเข้ามาด้วยซ้ํา เพราะเรามีอํานาจในการกลั่นกรองรายละเอียดต่าง ๆ ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย อนุมัติและติดตาม การใช้จ่ายงบประมาณที่ผ่านสภาไปแล้ว
เพราะฉะนั้น ก่อนและหลังการอนุมัติใช้งบประมาณ รวมถึงการอนุมัติ และติดตามการใช้จ่ายนั้น ตามปกติเรามีอํานาจในการตรวจสอบทั้งหมด ใน พ.ร.ก.กู้เงินนี้ก็เช่นเดียวกัน
ส่วนจะสามารถให้กรรมาธิการสามัญที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ แทนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า การที่เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีตัวแทนที่ครบองค์ประกอบมากกว่า และก็มีตัวแทนจากฝั่งคณะรัฐมนตรีเข้ามาอยู่ด้วย เราเองต้องการพิจารณาการกู้เงินให้มีความโปร่งใสรอบคอบมากที่สุด
ดังนั้น ถ้าพูดกันโดยหลักการเมือง ถ้าเอาเข้าคณะกรรมาธิการสามัญ ประธานอาจจะเป็นฝั่งฝ่ายค้าน แต่เรายังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพราะเราอยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้มีองค์ประกอบครบถ้วน ที่มาจากฝ่ายบริหารด้วย
ณัฐพงษ์ ยังมองว่า สถานการณ์เศรษฐกิจการคลังประเทศในปัจจุบัน เราไม่ได้มีพื้นที่เหลือเยอะ การจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขึ้นมา ในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ต้องใช้จ่ายอย่างตรงเป้า และตรงจุดมากที่สุด การตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ จึงเป็นสิ่งที่จําเป็น




