พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้น ว่า เป็นประเด็นที่เราได้มีการสื่อสารต่อสาธารณะ ซึ่งตนเองได้สื่อสารวาระการประชุมให้กับพรรครวมฝ่ายค้านอื่นไปแล้ว
หลังจากที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องศักดิ์สยาม ทางพรรคประชาชนมองว่า การแถลงข่าวของ ป.ป.ช. เสี่ยงจะเป็นการฟอกขาว เพราะข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า เป็นการซุกหุ้น ดังนั้น จึงต้องใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อร้องขอให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อหาการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ขณะนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ได้เริ่มยกคำร้องแล้ว การเข้าชื่อมี 2 ช่องทางคือ เข้าชื่อผ่านสมาชิกรัฐสภา ต้องใช้ 140 เสียง สส. ของพรรคประชาชนมีอยู่แล้ว 119 คน ฉะนั้น เราจะหารายชื่อเพิ่ม 2 ทาง คือจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่จะหารือในห้องประชุมพรรครวมฝ่ายค้านวันนี้ และคาดว่า น่าจะมีพรรครวมฝ่ายค้านอื่นที่จะร่วมเข้าชื่อเยอะเพียงพอ จนถึง 140 ชื่อได้
ส่วนอีกทางคือ สว. ที่สนใจเข้าร่วมลงชื่อด้วย เบื้องต้นมี สว. ที่แสดงความประสงค์ 10 กว่าคน และอีก 1 ช่องทางที่สามารถเข้าชื่อได้ คือภาคประชาชน ที่ต้องใช้ 20,000 รายชื่อจึงอยากเชิญชวนประชาชน ที่เห็นว่ามติของ ป.ป.ช. เข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อยากให้เข้าชื่อเสนอเข้ามาอีกทางหนึ่ง
พริษฐ์ เชื่อว่า หากมีการเข้าชื่อทั้ง 2 ทางคู่ขนานกัน จะคลายข้อกังวลที่บางคนมีคิดว่า ประธานสภาฯ เมื่อได้รับเรื่องแล้ว จะใช้ดุลพินิจในการปัดตกเรื่องร้องเรียนไปยังศาลฎีกาเหมือนกรณีที่วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาฯ ได้ทำไปก่อน ที่จะมีการยุบสภา 120 วัน
พริษฐ์ ยังระบุว่า ในวันนี้คงได้เห็นท่าทีของพรรคอื่น เพราะตนเองได้ประสานมาบ้างแล้ว ซึ่งเข้าใจว่า บางพรรคอาจจะฟังคำชี้แจง หรือคำหารือจากตนเอง แล้วจะนำข้อมูลไปประชุมพรรคในตอนบ่ายของวันนี้
เมื่อถามถึงสิ่งที่ยากกว่า คือประธานสภาฯ จะยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกา จะต้องมีการคุยนอกรอบก่อนหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับการคุยนอกรอบ ตามรัฐธรรมนูญสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถส่งเรื่องตรงไปยังศาลฎีกาได้ ต้องผ่านประธานสภาฯ และประธานสภาฯ ที่ต้องใช้ดุลพินิจว่า จะส่งหรือไม่
ที่ผ่านมาวันมูหะมัดนอร์ ก็เคยปัดตกเรื่องร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีนาฬิกาเพื่อนของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันมูหะมัดนอร์ ได้ใช้ดุลยพินิจปัดตกคำร้อง โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ก่อนที่มีการยุบสภา และดุลยพินิจอีกส่วนหนึ่ง ที่เป็นกังวลใจเช่นกัน คือเรื่องกรอบเวลา เพราะในกรณีของวันมูหะมัดนอร์ ใช้เวลาในการพิจารณาถึง 10 เดือน สุดท้ายก็ปัดตก
พริษฐ์ อยากเรียกร้องให้โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้ความชัดเจนว่า จะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาการเข้าชื่อทั้ง 2 ระบบอย่างไร เช่น การตัดสินใจว่า จะทำบนพื้นฐาน ว่าคดีนั้นเกี่ยวข้องกับนักการเมืองพรรคใด หรือชัดเจนว่า จะใช้กรอบเวลาในการพิจารณาไม่เกินกี่วัน กี่เดือน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะคลายข้อกังวลกับประชาชนได้
แต่ทั้งนี้ สิ่งที่เรากำลังทำคู่ขนานกันอยู่ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 236 โดยการตัดดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออก ก็จะทำให้คำร้องที่ส่งไปยังประธานสภาฯ เป็นเพียงทางผ่าน ไม่มีอำนาจในการปัดตกข้อร้องเรียน และเรื่องจะไปถึงศาล ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องอยู่ในอำนาจของโสภณเช่นกัน เพราะได้ยื่นร่างฉบับดังกล่าว ไปตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เราพร้อมที่จะพิจารณาทันที ที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบประชุม และนัดประชุมร่วมรัฐสภา และเมื่อผ่านวาระ 1 ไปได้ ก็เชื่อจะใช้เวลาไม่นานในการพิจารณา 3 วาระ
ดังนั้น จึงอยากฝากคำถามไปยังประธานสภาฯ 2 ข้อ คือ 1. ใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 236 จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไร ว่าจะพิจารณาโดยหลักการและเหตุผล โดยไม่ได้ยึดติดว่าคดีนั้น เป็นของพรรคการเมืองท่านใดหรือไม่ และ 2. จะเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อไหร่ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และระเบียบวาระอื่นๆ ที่ขณะนี้พร้อมพิจารณาแล้ว
พริษฐ์ ทิ้งท้ายว่า จะหารือวิปฝ่ายค้านวันนี้ เกี่ยวกับการยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาฯ ชุดก่อนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตามกรอบเวลาต้องยืนยันก่อนวันที่ 12 พ.ค. นี้เช่น ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ร่าง พ.ร.บ.PRTR พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฯลฯ ที่ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลหากโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านมาแล้ว และตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ จะมีการเชิญตัวแทนรัฐบาลมาชี้แจงในประเด็นนี้ ก่อนที่จะถึงเดดไลน์ตามกรอบกฎหมาย
พริษฐ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าว พรรคประชาชนจะส่ง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” สส.บัญชีรายชื่อ ลงชิงผู้ว่ากรุงเทพฯ ว่า พรรคประชาชนได้ประกาศไปแล้วว่า วันที่ 5 เดือนพฤษภาคมนี้ เวลา 17:00 น. จะมีการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก.จำนวน 50 เขต 50 คน หากสื่อมวลชนสอบถามว่า รายชื่อเป็นใคร ตนเองก็ตอบเพียงว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นใคร ซึ่งต้องรอการแถลงข่าวในวันนั้น
เมื่อถามว่า เวลาหาเสียงเพียง 2 เดือนจะทันหรือไม่ สำหรับการออกนโยบายต่างๆ พริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมของสนาม กทม. พรรคได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาเตรียมความพร้อมในวันแถลงข่าว 5 พฤษภาคมนี้ โดยผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคได้มีการเปิดเผยรายชื่อมาเบื้องต้นแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเปิดเผยรายชื่อให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของพรรค ว่าใครมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมประการใด
ขณะที่นโยบาย ก็ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้มองภาพใหญ่ว่า การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ กทม. ต้องอาศัยหลายกลไกคู่ขนานกันไป การเตรียมความพร้อมของนโยบาย ที่จะนำเสนอต่อประชาชนในสนามเลือกตั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือเสนอข้อบัญญัติในสภา กทม. ก็ได้มีการเตรียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และจะมีการลงรายละเอียดในวันที่จะแถลงข่าวเปิดตัว
อย่างไรก็ดี สส.กทม.ของพรรค ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เรื่องการผลักดันร่าง พ.ร.บ กทม. เนื่องจาก พ.ร.บ.กทม. ปี 2528 ทำให้ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจค่อนข้างจำกัด ในการแก้ปัญหาที่กระทบต่อคน กทม. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจร หรือน้ำท่วม ในสภาชุดที่ผ่านมา สส.พรรคประชาชน ก็ได้มีการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. และได้มีการนำเสนอในสภาชุดนี้ไปแล้ว เพื่อทำให้ กทม.มีโครงสร้างบริหารจัดการที่ทันสมัย และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น และเป็นร่างที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ว่าจะเซ็นรับรองหรือไม่ จึงยืนยันได้ว่า พรรคประชาชนทำงาน และแก้ปัญหาให้กับคน กทม.มีมาอย่างต่อเนื่อง มีหลายรูปแบบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเปิดตัวผู้สมัครแค่นั้น
เมื่อถามว่าพรรคมีความมั่นใจแค่ไหน เพราะบางพรรคการเมืองใหญ่ อาจจะไม่ส่งผู้สมัครชิง พริษฐ์ มองว่า เรื่องนี้อาจจะไม่ได้โฟกัสว่า พรรคไหนส่งหรือไม่ส่ง หรือผู้สมัครคนใดจะสมัครหรือไม่สมัคร ส่วนตัวคิดว่า หน้าที่ของพรรคก็จะจัดทำข้อเสนออย่างครบถ้วน และสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อทำให้คน กทม.มั่นใจว่า หากให้โอกาสพรรคประชาชนในสนาม กทม. เหมือนกับให้โอกาสในสนาม สส. จะทำให้ชีวิตของคน กทม.มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
เมื่อถามว่า พรรคมีเหตุผลใดถึงเลือกผู้สมัครคนนี้ และมีการตรวจสอบประวัติเข้มข้นแล้วหรือไม่ ที่จะไม่โดนแฉย้อนหลังกับประวัติที่ผ่านมา พริษฐ์ ขอพูดในภาพรวมโดยไม่ได้เจาะจงใคร หรือให้คำใบ้ ยืนยันว่า ในการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคในสนามเลือกตั้งต่างๆ ได้ให้ความสำคัญในหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์ หรือแนวคิดนโยบาย หากได้รับเลือกจากประชาชนแล้ว จะแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้อย่างไร พรรคดูในเรื่องของการสอดคล้อง และการทำงานร่วมกัน ที่ต้องการให้ราบรื่นกับทุกภาคส่วนของพรรค รวมไปถึงผู้สมัคร ส.ก.
ส่วนคุณสมบัติที่อาจจะมีข้อกังวล ยืนยันว่า พรรคมีความเข้มงวด คุณสมบัติของผู้สมัครกับการคัดกรอง และการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครของทุกคน เห็นได้จากการเปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค ที่ให้ประชาชนมาแสดงความคิดเห็นตรวจสอบได้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่มีการตรวจสอบมาก่อนหน้านั้นแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ในการคัดเลือกผู้สมัคร ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนมาแสดงความคิดเห็นได้ผ่านทางเว็บไซต์ของพรรค




