ในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนถึงเส้นตายวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องมีมติชี้ขาด ‘คดีฮั้ว สว.’ ไปยังศาลหรือไม่
จากความพยายามของ iLaw นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw และฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ร่วมกันเร่งเปิดข้อมูลหลักฐานตลอดขบวนการ ทั้งสถิติ ลำดับตัวเลข โพย พยาน สถานที่ คลิปวิดีโอ เส้นทางการเงิน และความสัมพันธ์บุคคล ที่อาจเชื่อมโยงกับตามลำดับมาอย่างต่อเนื่อง ลากไปถึง ‘จนท.กกต.’ กับ ‘คนระดับบนระบอบสีน้ำเงิน’ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การเลือก สว. 67 ไม่ใช่แค่ ‘ฮั้ว’ แต่คือ ‘โกง’
พร้อมทวงถามผลการสอบสวน หรือข้อเท็จจริง จาก กกต. รวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า สาระสําคัญต่างๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณะ ‘เป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่า’ หรือยัง เพื่อกดดันให้ต้องดําเนินการตามขั้นตอนต่อไป
โดยมีเป้าหมาย น้อยที่สุด คือ 229 คน ทำตามความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 คือส่งเข้าสู่ชั้นของ ‘ศาลฎีกา’ จึงเรียกร้อง #สั่งฟ้องสว และเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เดินตามอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ว่าให้ยกคำร้อง
3 ฉากทัศน์ ความเป็นไปได้ อาจต้องมีคนเสียสละ ?
ทางเลือกในการตัดสินใจของ กกต. มี 3 แนวทาง คือ 1.เห็นชอบตามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 (ส่งฟ้องทั้งหมด) 2. เห็นชอบตามคณะอนุฯ ชุดที่ 36 (ยกคำร้องทั้งหมด) หรือ 3. ส่งฟ้องเฉพาะบางคน และยกคำร้องบางคน
อย่างไรก็ดี พริษฐ์ คาดการณ์ว่า กกต.จะเดินไปในทาง ‘สละน้ำเงินอ่อน เซฟน้ำเงินเข้ม’ คือ สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนไปที่ศาล หรือ ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล
หากมีกรณีส่งบางส่วน หรือยกคำร้องทั้งหมดนั้น พรรคประชาชน เตรียมร้องคัดค้านไว้เรียบร้อย คาดว่าจะมีมากกว่า 1 ช่องทาง ถ้า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง ดำเนินคดีกับ กกต.
2 เส้นเรื่องหลัก สร้างขบวนการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่
พริษฐ์ ตั้งคำถามถึง 2 เส้นเรื่อง 'ขบวนการโกง สว.'และ'การทำงานของ กกต.'ว่า เกิดขึ้นกันอย่างคู่ขนานกันโดยบังเอิญ หรือ ขบวนการที่สมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นเป็นใจกัน เนื่องจากมีความสัมพันธ์ชัดเจน กับการสร้างระบอบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน เพราะเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการสร้าง และสกัดกั้นการตรวจสอบ
สำหรับขบวนการโกง สว. แบ่งออกเป็น 5 ฉากสำคัญ
1. วางแผน-แบ่งทีมยึดวุฒิสภา เพื่อทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุล
2. จัดตั้ง-จ้างคนมาสมัครและลงคะแนนให้กัน เพื่อผ่านระดับอำเภอ-จังหวัด
3. รวมพลตาม ‘ศูนย์ทำโพย’ ก่อนการเลือกระดับประเทศ
4. กำกับการเลือกให้เป็นไปตาม ‘โพยใบสั่ง’ ในการเลือกระดับประเทศ
5. ‘ปฐมนิเทศ’ สว. ที่ได้รับเลือกก่อนเริ่มงาน และ ตกลงเรื่องประธาน-รองประธาน
ขณะที่การทำงานของ กกต. บกพร่องใน 5 ขั้นตอนสำคัญ
1. ออกระเบียบที่ไม่รัดกุมในการป้องกันการทุจริต
2. ตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร สว. อย่างไม่รอบคอบ
3. ปล่อยปละละเลยเรื่องการใช้โพยใบสั่งในวันเลือก สว.
4. เตะถ่วงคดีมาเกิน 2 ปี และ ตั้งคณะฟอกขาว (อนุฯ ชุดที่ 36)
5. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างหลักฐานไม่พอ ในวันที่ 31 ส.ค.หรือไม่
เปิดเผยหลักฐานใหญ่ช่วงวัดใจ หมายหัว ‘รมต.สีน้ำเงิน’
วันที่ 23 ส.ค.นี้ iLaw จงใจเลือกสถานที่ใกล้ ‘ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย’ จัดงาน ‘ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.’ เพื่อเลคเชอร์เปิดข้อมูลใหม่ แฉกลไกโกง และสายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน
โดยจะไล่เรียงใหม่ตั้งแต่ต้น ว่าระบบเลือก สว. แบบเลือกกันเองทำงานอย่างไร ช่องโหว่อยู่ตรงไหน แต่ละกลไกถูกใช้ต่อกันอย่างไร จนก่อร่างเป็น ‘กำแพงสีน้ำเงิน’ ที่ล้อมวุฒิสภาไว้
เจาะลึกความเหนียวแน่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลพรรค ‘สว.สีน้ำเงิน’ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ให้เห็นว่า เครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างไร และปิดท้ายด้วย Next Step ของคดีโกงเลือก สว.
ต่อเนื่องกับ ‘ฝ่ายค้าน’ ที่จะมีการจัดกิจกรรม ในวันที่ 29-30 ส.ค. ก่อนถึงวันชี้ขาดด้วย
‘เกมการเมือง’ เบี่ยงประเด็น
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นถึงการที่ฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัด ว่าเรื่อง โกง สว.อาจจะมีส่วนพัวพันกับ ‘นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย’
แต่กลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาล ว่าตกลงแล้วโกง สว.ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือ ซึ่งการแสดงความคิดความเห็นลักษณะแบบนี้ เป็นการพยายามที่จะ ‘เตะสกัด’ การทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน และ ‘ขาดความกล้าหาญ’ ทางการเมืองอย่างชัดเจน ที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ
โดยเฉพาะการที่ นายกฯ ระบุ ฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้ว สว.เพราะอยากเป็นรัฐบาลนั้น เป็นการพยายามเบี่ยงประเด็น เพราะตอบไม่ได้
แฉทุกอย่าง ปูทาง ‘ซักฟอก’ รัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’
ณัฐพงษ์ ได้เน้นย้ำอีกว่า ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่ยังไม่ให้โพสต์ หรือเปิดเผยออกมา เก็บไว้เปิดในช่วง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ดีกว่าในนามผู้นำฝ่ายค้านฯ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่า รัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่าง เพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ไม่ได้ใช้ไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และใช้อำนาจที่ตัวเองมี ทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม
โครงสร้างของระบอบสีน้ำเงิน ที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์แบบนี้ ตัวมันเองก็จะบอบบางภายใน ตอนนี้ก็เห็นรอยร้าว หลายๆ เรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรก แล้วเสียประโยชน์ กระบวนการดังกล่าว ก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้าย ระบอบที่กัดกินตัวเอง พวกเราฝ่ายค้านพร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภา
— ณัฐพงษ์ เชื่อ



