ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม
ก่อนเข้าสู่วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567
ซากิยา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ถึงปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ จึงอยากขอเสนอญัตติด่วนเรื่องนี้เข้ามาก่อน
ขณะที่พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นหารือว่า ตนเองเห็นด้วยว่าปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมีการประสานต่อเนื่องว่าจะใช้เวลาในสภาเต็มที่ในการพูดถึงเรื่องนี้ แต่ขอไล่เรียงลำดับในการพิจารณา หากดูตามระเบียบวาระที่มีการประสานกันล่วงหน้า จะเห็นว่าจะมีการพิจารณารายงานสองฉบับคือรายงานของ กกต. และรายงานของ กพฐ. และหลังจากนั้น จะพิจารณาญัตติเรื่องชายแดนใต้ ซึ่งเราต้องการให้มีการพิจารณาทั้ง 3 เรื่องอย่างเต็มที่ หากการประชุมจะลากไปถึงช่วงเย็น ช่วงดึก ก็ลากไป เราพร้อมอยู่ร่วมประชุมตลอดเวลา ซึ่งก็มีการประสานรัฐมนตรีมาฟัง ภายหลังจากการพิจารณารายงานของทั้ง 2 หน่วยงาน
พริษฐ์ จึงอยากถามว่า เหตุผลที่เอาญัตติชายแดนใต้ขึ้นมาก่อนทั้ง 2 หน่วยงาน คิดอย่างอื่นไม่ได้ว่า เหตุผลที่แท้จริงมีความพยายามหรือไม่ว่า ไม่ให้สัปดาห์นี้ได้พิจารณารับทราบ รายงานของ กกต. เพราะการปฎิบัติหน้าที่ของ กกต. ในปี 2567 ซึ่งเป็นสาระสำคัญของรายงานที่จะเข้าสู่สภาในวันนี้ไปคาบเกี่ยวกับคดีการโกง สว.ที่อาจเกี่ยวข้องกับเพื่อนสมาชิก และรัฐมนตรีหลายคน จึงเห็นว่าควรพิจารณาทุกประเด็น
ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นท้วงว่า เรื่องชายแดนใต้ เป็นเรื่องด่วนกว่าการพิจารณารายงานของทั้งสองหน่วยงาน เพราะเป็นเรื่องด่วนหากจัดความสำคัญเรื่องนี้ก็ควรขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ สส. อีกหลายคนของฝั่งรัฐบาล ได้ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นด้วยว่าควรเลื่อนญัตติเรื่องชายแดนใต้ มาพิจารณาก่อน
ขณะที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้ทุกคนเห็นความเร่งด่วน เรื่องอุทกภัย จังหวัดน่านของสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเลื่อนญัตตินั้น มาแสดงการรับทราบรายงานของ สตง. ซึ่งก็คงไม่ต่างจากรายงานของ กกต. วันนี้สิ่งที่ผิดปกติคือความพยายามที่จะบอกว่าเรื่องของ กกต. ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จึงขอหารือว่า หากมีการเลื่อนญัตติจริงจะมีการรับทราบรายงานของ กกต. หรือไม่ เพราะเราพร้อมพิจารณาทุกเรื่อง และขณะนี้ ไม่มีใครไม่เห็นด้วยในการเสนอญัตติเรื่องภาคใต้ เพราะมีการบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเสนอเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นคือเสนอได้ แต่ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ
รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า หากวันนี้มีการโหวต ยังไงฝั่งรัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าก็ชนะอยู่แล้ว แต่หากชนะด้วยความที่เห็นความทุกข์ร้อนของประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ๆ ตนเองจะไม่ว่าอะไรเลย วันนี้ที่เราเถียงกันอยู่ คือทุกคนเห็นตรงกันว่า ปัญหาในชายแดนใต้ ต้องเอามาคุยกันที่สภา แต่ขอถามฝั่งรัฐบาลว่า วันนี้มีรัฐมนตรี มานั่งรอโหวตอยู่ด้วย หากท่านเห็นชีวิตของพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญจริง ๆ ทำไมการลงพื้นที่ ครม. สัญจรลงใต้ ถึงไม่ไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำไมถึงแค่ไปแค่สงขลา และให้ส่วนราชการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมารายงาน ถ้าเห็นความสำคัญจริง ๆ ทำให้ท่านถึงไม่ลงไป
”สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือการเอาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้มาอ้าง เพื่อปกป้อง กกต. เพราะฝั่งรัฐบาลไม่อยากให้มีการอภิปรายรายงานของ กกต. ในวันนี้“ รักชนก กล่าว ทำให้ที่ประชุมเกิดการประท้วงจาก สส. จากฝั่งรัฐบาล เพื่อให้ประธานควบคุมการประชุม และขอให้รักชนก ถอนคำพูด
ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ลุกขึ้นประท้วง โดยขอให้เพื่อนสมาชิกถอนที่ได้อภิปรายว่า สส.ชายแดนใต้เห็นแก่ชีวิตของประชาชนจริง ทำไมไม่อภิปรายเรื่องนี้ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการเสียดสีให้ร้าย ซึ่งถือเป็นการทำผิดข้อบังคับ ตนเองเป็น สส.ตั้งแต่ปี 2550 นำปัญหานี้มาพูดคุยในสภาฯ เกือบ 20 ปีมาแล้ว เมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าประชาชนอยากฟังว่าสภาฯ อันทรงเกียรติ มองชีวิตประชาชนชายแดนใต้ เป็นคนเดียวกันทั้งประเทศหรือเป็นคนชั้นสอง
นันทนา สงฆ์ประชา สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นางสาวรัชนกพาดพิง ครม.สัญจรภาคใต้ว่า รัฐมนตรีไม่ได้ลงพื้นที่ไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่จริง เพราะไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ เข้าถึงชาวบ้าน แต่ไม่ได้เอิกเกริกหรือไปเป็นชุดใหญ่ กลับกันเที่ยงคืน ตีสองด้วยซ้ำไป จึงขอให้ถอนคำพูดว่ารัฐมนตรีไม่ได้ลงพื้นที่ไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เลิศศักดิ์ ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงขอให้รักชนก ระมัดระวังเรื่องการอภิปรายเสียดสี ก่อนที่รักชนก จะระบุว่า ตนเองไม่สามารถถอนในสิ่งที่พูดได้ ขอบคุณสมาชิกที่ยืนยันว่า ครม. สัญจรไม่ได้ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ๆ เพราะคณะรัฐมนตรีรักตัวกลัวตาย ไม่กล้าลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้เลิศศักดิ์ ขอให้รักชนก ถอนคำพูด “รักตัวกลัวตาย” เพราะเป็นการกล่าวหา ใส่ร้ายเสียดสี
รักชนก จึงถอนคำพูดคณะรัฐมนตรี รัฐบาลภูมิใจไทยรักตัวกลัวตาย ไม่ลงไปพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ประธานวินิจฉัยแล้ว แต่ผู้ชี้แจงเสียดสีเพิ่มเติม เพราะเดิมทีไม่มีคำว่า “พรรคภูมิใจไทย” ขอให้เกียรติสภาฯ และเพื่อนสมาชิก อย่าคิดว่าทุกคนมีมารยาทเหมือนท่าน เลิศศักดิ์ จึงขอให้รักชนก ถอนคำพูดดังกล่าว
รักชนก จึงถอนคำพูด ก่อนจะย้ำว่า ความเดือดร้อนของประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฟากฝั่งรัฐบาลเอามาเล่นการเมือง เพื่อทำให้ไม่เกิดการอภิปรายวาระของ กกต. ก่อนที่เลิศศักดิ์จะปรามว่า อย่าเพิ่งคาดเดา คิดว่าน่าจะอภิปรายครบถ้วนแล้ว ขอให้รักชนก นั่งลง
บูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส.ปัตตานี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วง ว่าที่ผ่านมามีรัฐมนตรีลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ๆ ถ้าไม่รู้ก็ให้ดูข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงมหาดไทย ด้านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวประท้วงกรณีที่นางสาวรักชนก อภิปรายว่า ฝ่ายรัฐบาลเอาปัญหาพี่น้องสามจังหวัดมาเล่นการเมืองมาบังหน้า ซึ่งตนเองได้รับความเสียหายที่ได้รับการเสียดสี และไม่เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขัดแย้งในพื้นที่พอแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติของเรายังจะมาขัดแย้งอย่างนี้อีกหรือ แล้วเมื่อไรจะได้รับการแก้ไข จึงขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว
รักชนก กล่าวว่าเห็นใจกมลศักดิ์ สิ่งที่ได้พบเจอหรือคดีของท่าน รัฐบาลยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้ท่านด้วยซ้ำ ตนเองถูกเพื่อนสมาชิกประท้วงหลายครั้ง การพูดของตนเองไม่เคยต่อเนื่อง ก่อนจะมีถอนคำพูดดังกล่าว โดยเปลี่ยนเป็นคำว่า “ฝ่ายบริหาร”
วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเองได้ลงพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์รุนแรงเพื่อบอกว่าพวกเขาไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย ตนเองลงพื้นที่ไปยังจังหวัดปัตตานีตั้งแต่หัวค่ำจน 02.00 น. ไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งที่ตนเองทำคนอื่นจะเห็น แต่ประชาชนทั้งประเทศเห็น
ดังนั้น การให้ข้อมูลต้องตรวจสอบให้ดี ที่บอกว่าการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีการประชุม ครม. สัญจรครั้งไหนที่มีการเชิญตัวแทนประชาชน ผู้นำศาสนา ฝ่ายความมั่นคงมานั่งคุยกันว่าคนที่จะเดินไปในทิศทางไหน ฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างถ้าไม่รู้ ไม่พูดบ้างก็จะเป็นประโยชน์
ทำให้พริษฐ์ ลุกขึ้นถามว่า ลองดูว่าวิปรัฐบาลคนไหนมีใครลุกขึ้นมาในระหว่างที่มีการประท้วง และหากถามว่า ทำไมเราถึงไม่ได้พูดเรื่องชายแดนใต้สักที หลังเกิดเหตุการณ์หากย้อนไป ในการพูดคุยกับรัฐบาล มีการอ้างว่าไม่สามารถเลิกดึกได้ขนาดนั้น ตนเองคิดว่าในสภาแห่งนี้ อะไรที่เห็นตรงกันก็ไม่ต้องลงมติ ซึ่งขณะนี้เราเห็นตรงกันว่าควรมีการพิจารณาเรื่องชายแดนใต้ ทุกฝ่ายต้องมีพื้นที่เต็มที่ในการสะท้อนถึงฝ่ายบริหาร
ดังนั้น เรามีการเปิดอภิปรายต่อเรื่อง กกต. ด้วยหรือไม่ และหากจะนำญัตติเรื่องชายแดนใต้ขึ้นมาก่อน ตนเองไม่ขัดข้องใจ แต่ขอคำยืนยันจากประธานวิปรัฐบาล และประธานสภา ว่าหลังจากพิจารณาญัตติชายแดนใต้เสร็จแล้ว จะอยู่ต่อในที่ประชุมเพื่อพิจารณารายงานของ กกต. หรือไม่
ธนยศ ทิมสุวรรณ สส.จังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า มีการพูดคุยกันจริง และหากมีการอภิปรายเสร็จแล้ว และยังเหลือเวลา ตนเองขอให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมต่อไป
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องกกต. ไม่ต้องลงมติหากใครไม่ติดใจ ก็กลับบ้านไปได้ เพราะไม่ต้องลงมติ ดังนั้น หากยืนยันว่า จะมีการพิจารณา ก็จะไม่ต้องมาเถียงกันว่าจะต้องเลื่อนญัตติ แต่ถ้าไม่ชัดเจนจะต้องเถียงกันต่อไป ซึ่งตนเองมองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากนี้ เป็นตัวพิสูจน์ว่าเพื่อนสมาชิกถอนคำพูดไปนั้น คำพูดที่ถอนเป็นความจริงหรือไม่ หากกว่านี้ในที่สุดสภาไม่ให้พิจารณา
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนเองขอคำยืนยันว่า สภาแห่งนี้จะพิจารณาสองเรื่องหลัก ที่สามารถใช้เวลาได้เต็มที่ คือญัตติชายแดนใต้ ที่หากไม่มีการเติมชื่อ น่าจะจบประมาณ 18:00 น. และรายงานของกกต. จากจำนวนคนที่ประสงค์อภิปราย น่าจะจบประมาณ 21:00 น. ดังนั้น จึงอยากถามว่าทุกคนพร้อมให้ความสำคัญกับทั้งสองเรื่อง และอยู่ประชุมกันถึง 21:00 น. คุยกันให้จบเปิดพื้นที่ให้เต็มที่
"หากสามารถให้คำยืนยันได้พร้อมกับทั้งสองฝ่ายรับปากที่จะช่วยประสานประธานสภาที่เคยให้แนวทางไว้ว่าการประชุมสภาแห่งนี้ต้องเห็นตรงกันทั้งสองฝ่าย หากตกลงกันแล้วประธานพร้อมทำหน้าที่เช่นเดียวกัน ตนเองไม่ติดใจ แต่หากไม่ชัดเจน ไม่สามารถรับปากได้ สิ่งที่พวกตนตั้งข้อสังเกตว่า พวกท่านกำลังใช้กลไกในสภา นอกจากที่ท่านปิดปากคนข้างนอก ไม่ให้มีการเปิดเผยพยานหลักฐาน ท่านอาจจะกำลังใช้กลไกในสภา ปิดปากไม่ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเรื่องการทำหน้าที่ของ กกต. หากจะบอกว่า ตนเองตั้งข้อสังเกตผิด ก็พิสูจน์ ดังนั้น ตนเองขอเสนอญัตติ ให้มีการพิจารณาญัตติของจังหวัดชายแดนใต้ หลังจากมีการพิจารณารายงานของ กกต. แล้ว" ณัฐพงษ์ ย้ำ
จากนั้น เลิศศักดิ์ ได้ตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะเปิดให้มีการลงมติในญัตติที่มีการเสนอมา อย่างไรก็ตาม เครื่องลงมติมีปัญหา ทำให้เจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบ ก่อนที่จะมีสมาชิกเสนอว่าขอให้พักการประชุม ทำให้มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ในฐานะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้น สั่งพักการประชุม 20 นาที
สุดท้ายที่ประชุมมีมติ จากจำนวนสมาชิก 409 เสียง เห็นด้วย 266 เสียง ไม่เห็นด้วย 108 เสียง งดออกเสียง 33 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา จึงนำปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ขึ้นมาพิจารณาก่อน
โดยก่อนเริ่มพิจารณา อภิสิทธิ์ ได้เสนอญัตติเพิ่ม ให้สภามีมติให้นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจง ทำให้ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีได้ได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงปัญหาชายแดนใต้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาด้วย จึงส่งตัวแทนมารับฟังอย่างเต็มที่ และนำความเห็นไปปฏิบัติต่อไป
ขณะที่มัลลิกา มองว่า อภิสิทธิ์ เสนอญัตติซ้อนญัตติ ไม่สามารถพิจารณาได้ แต่อภิสิทธิ์ แย้งว่า ผู้ที่จะให้ความชัดเจนมากที่สุดคือหัวหน้ารัฐบาล และญัตติตามข้อ 47 ไม่ใช่การเสนอญัตติสอนญัตติ แต่เป็นการเสนอให้ญัตติให้นายกรัฐมนตรี มาร่วมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สภากำลังพิจารณาอยู่ และตนเองไม่ขัดข้อง หากประธานจะใช้เสียงข้างมากไม่ประสงค์ให้นายกฯ เข้ามารับฟัง ตนเองก็ยอมรับได้ และขอให้ดำเนินการลงมติ
จากนั้น จึงมีการถกเถียงกันเรื่องขั้นตอนการเสนอ ทั้งญัตติของณัฐพงษ์ อภิสิทธิ์ และกรวีร์ กระทั่ง รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นกล่าวว่าด้วยอารมณ์ว่า “ท่านประธานอย่าดึงดราม่าเลย สิ่งที่ณัฐพงษ์ พูดแสดงออกชัดเจนว่า ต้องมีเงื่อนไข ประธานเอาข้อความเท็จมาพูดในสภา เราย้ำเรื่องนี้กันหลายครั้ง ดังนั้น เดินหน้า อย่าดึงเวลาไปกว่านี้เลย พวกเราพยายามอดทน แต่ประธานก็ยังดึงดราม่าเรื่อยเรื่อย ตนเองว่าเลิกพฤติกรรมแบบนี้เถอะ”
ทำให้มัลลิกา กล่าวว่า “คุณหมิ่นประมาทพี่นะ คุณรังสิมันต์ โรม พี่ไม่ได้ดึงดราม่า ด้วยความที่พี่อยากให้การประชุมดำเนินไปได้ด้วยดี ไม่ได้ดึงเวลาเลย” รังสิมันต์ จึงสวนขึ้นทันทีว่า “ขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานมีสิทธิ์ฟ้องเลยครับ อย่ามาเรียกว่าพี่ พฤติกรรมแบบนี้ผมไม่นับญาติด้วย” ประธานจึงตอบกลับทันทีว่า “ก็ได้ จริง ๆ แล้ว พี่อยากให้ทุกฝ่ายไกลเกลี่ยคุยกันด้วยดีเราไม่อยากมีปัญหาในที่ประชุม และไม่ได้ดึง”
แต่ในที่ประชุมยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง จนพริษฐ์ ลุกขึ้นเสนอทางออก เพื่อให้สภาเดินหน้า ระบุว่า รู้ว่าเรื่องเวลาสำคัญสำหรับประธานมาก วันนี้เราใช้เวลามานานมาก เพียงแค่ประธานไม่เอ่ย 2 คำคือ 1. ท่านประธานไม่ยอมพูดว่าจะประชุมกันไปถึง 3 ทุ่ม เพื่อพิจารณาทุกวาระ หากเอ่ยแล้วก็คงไม่ต้องมาลงมติ 2. ไม่ยอมเอ่ยว่ากำลังใช้อำนาจตามข้อบังคับข้อที่ 54(5) เพื่อไม่อนุญาตให้อภิสิทธิ์ เสนอญัตติตามข้อบังคับที่ 47 และขอให้เดินหน้าตามวาระ และหวังว่าผู้เสนอญัตติ จะได้เสนอญัตติ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับมาประชุมอีกครั้ง ยังมีการถกเถียงกันกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถเดินหน้า เข้าสู่วาระการพิจารณาเรื่องปัญหาชายใต้ได้ โดยมีโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ มาทำหน้าเป็นประธานการประชุม




