ในเวที ‘เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 4: ใบสั่ง เส้นเงิน และสายสัมพันธ์’ จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวยอมรับว่า หลักฐานเส้นทางการเงินเป็นเรื่องที่หายาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในขบวนการใช้เงินสด แต่เชื่อว่า ในขบวนการที่มีคนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องมีการโอนเงินกันบ้าง
หลักฐานเส้นทางการเงิน 'นครพนม-ลำพูน-สงขลา'
พริษฐ์ จึงยกหลักฐาน กรณีจังหวัดนครพนม พบว่า มีการโอนเงินจาก สว.กลุ่ม 19 เมื่อ 5 วันก่อนวันเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศ โดยมีการโอนเงินให้กับบริษัทนครพนมทราเวลเซ็นเตอร์ เพื่อจองตั๋วเครื่องบินให้กับตัวเอง และผู้สมัคร สว. อีก 7 คน แบบไป-กลับ ราคา 4,120 บาท ขณะที่ของตัวเองซื้อเป็นเที่ยวเดียว จึงมีข้อสังเกตว่า เหตุใดผู้สมัคร สว. จึงต้องเป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน เป็นการเดินทางไปรวมตัวที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ และไปพบกับ 'คนพรรคสีน้ำเงิน' ที่โรงแรมหรือไม่
ขณะที่จังหวัดลำพูน พบว่ามีบุคคลชื่อ “อาทร” โอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. จังหวัดลำพูน อีก 7 คน เป็นจำนวนเงินแตกต่างกัน ตั้งแต่ 1,000 บาท 2,000 บาท 4,000 บาท และ 5,000 บาท โดยระบุว่า เป็นการช่วยเหลือกันและกัน และเป็นค่าหมูกระทะ ซึ่งปรากฏว่า จากการค้นพบข้อมูลภายหลัง อาทรเคยไปประชุมร่วมกับ สว.วิเชียร และ สว.วิวรรธน์ สว.กลุ่ม 16 ซึ่งมีการไปรวมตัวกันที่บริษัทครอบครัวของ สว.ทั้งสองท่าน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาทรอาจจะเป็นทีมงานของ สว.หรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อไปตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าหมายเลขประจำตัวของ สว.ทั้งสองคนปรากฏอยู่ในโพยทุกใบ
ต่อมาที่จังหวัดสงขลา พบว่า สว.จังหวัดสงขลาสองคนมีการโอนเงินไปให้ผู้สมัคร สว.คนอื่น ๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการรับสมัคร โดย โสภณ สว.กลุ่ม 10 มีการโอนเงินให้ผู้สมัครกลุ่มที่ 3 ในอำเภอสะเดา จำนวน 200,000 บาท ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นการกู้ยืมเงิน และโอนให้ผู้สมัครกลุ่ม 20 ในอำเภอสะเดาจำนวน 85,000 บาท โดยให้เหตุผลเดียวกัน เช่นเดียวกับ สว.ยะโก๊ป สว.กลุ่ม 6 ที่มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 7 อำเภอรัตภูมิ จำนวน 60,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าเป็นการบริจาคให้สถาบันศึกษาปอเนาะ
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ จำนวนคนที่รับเงินอาจจะไม่ได้เยอะ แต่เมื่อเป็นจำนวนเงินที่สูง ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นการให้คะแนนไปกระจายเป็นเงินสดให้กับผู้สมัครคนอื่นๆ และเมื่อไปตรวจสอบในโพย ก็ปรากฏเบอร์ผู้สมัครทั้งสองคนในโพยแทบทุกฉบับเช่นเดียวกัน
ลูกน้อง 'รมต.สีน้ำเงิน' โอนเงินให้ 'จนท.กกต.' ?
จังหวัดอำนาจเจริญ ค้นพบว่ามีการโอนเงินจากบุคคลชื่อ "ญาณี" โอนเงินให้กับบุคคลที่ชื่อ "สุรชัย" ในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม รวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง รวมยอด 860,000 บาท ซึ่งมาทราบภายหลังว่า ญาณี ปัจจุบันเป็น ส.อบจ.เขต 5 อ.เมือง ตอนสมัครใช้โลโก้กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ และปรากฏภาพมีการไปร่วมกิจกรรมหลายกิจกรรมของ 'สุขสมรวย วันทนียกุล' รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหลังจากที่ญาณีได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.แล้ว ในการลงพื้นที่ทุกครั้งจะมีการนำป้ายของสุขสมรวยไปด้วย ดังนั้น คงไม่เกินเลยไปว่า นักการเมืองท้องถิ่นท่านนี้ มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่
ส่วน สุรชัยนั้น จากการค้นหาข้อมูลพบว่า ในขณะที่มีการโอนเงิน สุรชัยเป็นพนักงานสืบสวนและไต่สวน ฝ่ายสืบสวน และวินิจฉัยของ กกต. ในเอกสาร กกต. ปี 2567 ปรากฎชื่อเป็นพนักงานสอบสวนไต่สวนวินิจฉัยฝ่าย 7 จึงมีข้อสงสัยว่า มีอำนาจแค่ไหน รับผิดชอบอะไร
ให้เวลา 'กกต.' แจง 2 วัน สอบความสัมพันธ์ 'อำนาจเจริญ'
จากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มีการโอนเงินจากบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองในอำนาจเจริญ ไปสู่เจ้าหน้าที่ กกต. จึงอยากทราบว่า ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการสอบสวน สุรชัย และ ญาณีไปแล้วหรือยัง และมีรายละเอียดการสอบสวนเส้นทางการเงินว่า เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว.หรือไม่ หากดำเนินการแล้ว กกต.ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เหตุใดยอดโอนทั้ง 13 ครั้ง จึงเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปี 2567 แต่ไม่พบการโอนเงินในช่วงสิงหาคมถึงธันวาคม ปี2567 เลย และหากดำเนินการสอบสวนแล้ว มีการชี้ว่าใครกระทำความผิดหรือไม่ และสถานะของทั้ง 2 คนขณะนี้เป็นอย่างไร
พริษฐ์ อยากให้มองหลักฐานแต่ละชิ้น ว่าเป็นจิ๊กซอว์หลายส่วนนำมาประกอบกัน เส้นทางการเงินยอดเงิน 860,000 บาท อาจไม่ใช่ผู้สมัคร สว. เป็นผู้โอน แต่เมื่อประกอบกับหลักฐานอื่น ใบสั่งและเส้นทางการเงินในจังหวัดอื่น เชื่อได้ว่ากระบวนการโกง สว. มีอยู่จริง ส่วนใครจะผิดหรือไม่เป็นเรื่องของศาล ซึ่ง กกต. หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ มีการกระทำความผิด ต้องส่งเรื่องไปยังศาล ยังไม่ได้ฟันธงว่าใครคนใดคนหนึ่งผิด แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล
ส่วนหาก กกต. ไม่ตอบฝ่ายค้าน ว่าจะดำเนินการอย่างไร เกี่ยวกับสุรชัยที่รับเงิน มีช่องทางเอาผิดช่องทางไหนบ้าง พริษฐ์ ให้โอกาส กกต. 1-2 วัน ว่าจะชี้แจงหรือไม่ มั่นใจว่าเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เชื่อว่า กกต. เข้าถึงได้เช่นกัน หากสอบสวนไปแล้วขอให้ชี้แจงว่าเรื่องถึงขั้นไหน หากยังไม่ได้สอบสวน ตนพร้อมนำข้อมูลที่มีไปยื่นต่อ กกต.
ไม่กังวลจบเมื่อไหร่-อย่างไร แต่หวั่นตัดตอนกระบวนการยุติธรรม
ส่วน กกต. ออกเอกสารข่าว จะพิจารณาคดีฮั้ว สว. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ มองว่ากระแสกดดันจากภายนอกมีผลหรือไม่ พริษฐ์ ระบุว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต. ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน การที่ให้คำมั่นว่า จะเสร็จในเดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นไปตามกรอบเวลา 90 วัน ที่จะครบในช่วงต้นเดือนกันยายน
“สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จบเมื่อไหร่ แต่จบอย่างไร สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น กกต. ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมให้เรื่องไปไม่ถึงศาล แต่ที่กังวลในตอนนี้ คือจะจบอย่างไร ผมเชื่อว่า ความสนใจของประชาชนต่อหลักฐานที่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ จะมีส่วนทำให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สั่งฟ้องเรื่องที่ศาล“ พริษฐ์กล่าว
หากข้อสรุปสำนวนของ กกต. อาจไม่ได้นำเรื่องเส้นเงินมาเกี่ยวข้องด้วย จะทำให้น้ำหนักของสำนวนเบาหรือไม่ พริษฐ์ ย้ำว่า กกต. มีหน้าที่นำพยานหลักฐานทุกส่วน ทั้งโพย และเส้นเงินไปพิจารณา หากความปรากฏว่า ไม่ได้นำไปพิจารณาต้องถามกลับว่ากกต. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
สำหรับการที่ สว. ดำรงตำแหน่งมาถึงครึ่งทางแล้ว จะมีโอกาสไปยื่นให้เป็นโมฆะหรือไม่ นายพริษฐ์ มองว่า ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ตอนนี้ต้องพิจารณาว่า กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ หากส่งตามข้อเรียกร้อง หากคนที่ถูกส่งเรื่องไปยังศาลเป็น สว. จะมีกรอบกฎหมายเรื่องของการหยุดปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องการคือความเป็นธรรมไม่ได้ถูกเตะถ่วง
ช่องโหว่ใช้เงิน 5,000 ล้าน ควบคุมประเทศ
ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอข้อมูลจากรายงานการประชุม สนช. ซึ่งมีบันทึกการประเมินว่า ระบบดังกล่าวมีช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใช้เงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อควบคุมทั้งประเทศไทย ผ่านการจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครแบบหรือ ‘กามิกาเซ่’ หรือที่ปัจจุบันมีพยานใช้คำว่า ‘หน่วยพลีชีพ’ เพื่อมาลงคะแนนตามคำสั่งของ ‘โค้ช’
ปุรวิชญ์บรรยายว่า ตนเองได้ติดตามประเด็นระบบการได้มาซึ่ง สว. ตั้งแต่ปี 2567 และเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของระบบการเลือกกันเอง จึงได้ค้นคว้าเอกสารย้อนกลับไปถึงขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ และการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ข้อมูลปรากฏอยู่ในรายงานการประชุม สนช. ครั้งที่ 68/2560 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 57 ถึง 87 ซึ่งเป็นวาระที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอร่างเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.
ในการประชุมดังกล่าว ประธาน กรธ. ชี้แจงหลักการแบ่งผู้สมัครเป็น 20 กลุ่มอาชีพ เพื่อให้ สว. เป็นตัวแทนของประชาชนตามสาขาอาชีพ และได้ออกแบบให้มีการคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ รวมถึงการแบ่งกลุ่มเลือกไขว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตและการฮั้ว
'สนช. ยุคประยุทธ์' คาดการณ์ปมฮั้ว ล่วงหน้า 9 ปี
ข้อมูลในรายงานการประชุมระบุว่า สมาชิก สนช. อย่างน้อย 2 รายได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาของระบบนี้ สมาชิก สนช. รายแรกประเมินตัวเลขผู้สมัครว่า หากมีผู้เข้ารอบกลุ่มละ 2 คนจาก 20 กลุ่ม ใน 77 จังหวัด จะมีผู้เข้ารอบระดับประเทศจำนวน 3,080 คน เมื่อเข้าสู่กระบวนการแบ่งเป็น 5 สาย แต่ละสายจะมีผู้สมัคร 154 คน รวมเป็นผู้สมัคร 770 คนใน 5 สาย
สมาชิก สนช. คนหนึ่งระบุว่า ผู้สมัครทำการติดต่อบุคคลเพียง 770 คนก็สามารถได้เป็น สว. แล้ว ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ระบบมีการเอื้อให้เกิดการบล็อกโหวตตั้งแต่ต้น
สมาชิก สนช. อีกรายได้เปรียบเทียบระบบนี้ กับการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เคยใช้ระบบการเลือกกันเอง และเกิดปัญหาการบล็อกโหวตและการจัดตั้ง โดยประเมินว่า ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการจะไม่ลงคะแนนให้ตนเอง นอกจากการรับจ้าง และได้รับมอบหมายให้ลงคะแนนให้บุคคลอื่น พรรคการเมืองที่ควบคุมพื้นที่สามารถส่งผู้สมัครลงทุกกลุ่ม กลุ่มละ 100 ถึง 1,000 คน โดยรับผิดชอบค่าสมัครคนละ 2,500 บาท เพื่อเป้าหมายในการลงคะแนนให้บุคคลที่กำหนดไว้
ปุรวิชญ์ อ้างอิงข้อมูลจากเอกสารเพิ่มเติมว่า สมาชิก สนช. ได้กล่าวถึงการมีผู้จัดการหรือ ‘โค้ช’ เข้ามาคอยบริหารจัดการผู้สมัครที่ถูกจัดตั้งมาตั้งแต่ระดับอำเภอและถูกจัดเรียงในสายต่างๆ ผู้สมัครในลักษณะนี้ถูกเรียกว่ากลุ่ม ‘กามิกาเซ่’ ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า ‘พลีชีพ’ ในปัจจุบัน
ผู้สมัครกลุ่มนี้จะลงคะแนนตามที่ตกลงไว้ โดยไม่สนใจลงคะแนนให้ตนเอง สมาชิก สนช. ได้ประเมินไว้ในขณะนั้น ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจใช้เงิน 5,000 ล้านบาทในการ ‘ยึดประเทศไทย’ ผ่านการควบคุมเสียงในวุฒิสภา
ปุรวิชญ์ สรุปว่า ระบบการเลือก สว. ที่ถูกออกแบบมาเปิดช่องทางให้เกิดการฮั้ว และการจัดตั้ง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นไปตามข้อสังเกต และการคาดการณ์ของสมาชิก สนช. เมื่อ 9 ปีที่แล้ว
คุณสมบัติไม่ตรงกับกลุ่มที่สมัคร
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ตั้งข้อสังเกตถึงคุณสมบัติ และกระบวนการรับสมัคร สว. จากจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมุ่งเน้นไปที่ สมพาน พละศักดิ์ สว. และ แดง กองมา สว. เนื่องจากสมพานได้ระบุประวัติในใบ สว. 3 ว่า ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระมาเกิน 10 ปี ขณะที่แดง ประกอบอาชีพขายเนื้อหมู ซึ่งทั้ง 2 คนสมัคร สว. ในกลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ยิ่งชีพ ย้ำว่า เป็นเรื่องดีที่มีพ่อค้าแม่ค้าได้เป็น สว. แต่ควรตั้งข้อสังเกตถึงการถูกต้อง เนื่องจากอาชีพพ่อค้าแม่ค้าต้องสมัครกลุ่ม 9 แต่กลุ่ม 10 คือผู้ประกอบกิจการกลุ่มอื่นนอกจากกลุ่ม 9 นั่นหมายถึงผู้สมัครในกลุ่มนี้ ต้องมีลูกจ้างมากกว่า 200 คน
ยิ่งชีพ ยังตั้งข้อสังเกตถึงผู้สมัคร สว. ในกลุ่ม 10 ของจังหวัดอำนาจเจริญคนอื่นที่มาโหวตให้ทั้งแดงและสมพานในระดับอำเภอและจังหวัด ประกอบด้วยอาชีพต่างๆ ที่ระบุไว้ใบ สว. 3 ว่ามีทั้งอาชีพค้าขาย ช่างทำโบสถ์ ทำนา ปลูกหญ้าขาย ขายน้ำปั่น ขายเครื่องสำอางตามตลาด รับจ้างทั่วไป ตลอดจนนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัด ซึ่งทำให้ตั้งข้อสงสัยว่า มีลูกจ้างในกิจการเกิน 200 คน เข้าข่ายคุณสมบัติในกลุ่มนี้จริงหรือไม่
สำหรับการเลือกในระดับประเทศของกลุ่ม 10 นั้น ผู้ที่ผ่านเข้ารอบก็มีหลายคนที่ประกอบอาชีพค้าขาย โรงไฟฟ้า และพนักงานส่วนท้องถิ่น จากหลายจังหวัด ทั้งบุรีรัมย์ อ่างทอง สุรินทร์ เป็นต้น
ขายก๋วยเตี๋ยวอะไรแน่ ?
ต่อมา สมพาน จึงชี้แจงว่า ตนเองประกอบกิจการ ‘บิ๊ก ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา’ แต่ยิ่งชีพระบุว่า เมื่อค้นหาไป ก็ไม่พบร้านชื่อดังกล่าว แต่พบร้านครัวต้นกระโดน ที่ปรากฏภาพสมพานกำลังลวกก๋วยเตี๋ยว ซึ่งมีข้อสงสัยว่า สมพานอาจไม่ใช่เจ้าของร้าน และดูเหมือนว่าเจ้าของร้านกลับเป็น ศิริพล เรืองบุญ ซึ่งเคยลงสมัคร สท. ในกลุ่ม ‘ภูมิใจไทอำนาจ’
ทว่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ สมพาน กลับใส่ข้อมูลว่า ทำงานอยู่ที่ร้าน ‘ก๋วยเตี๋ยวนายพาน’ ซึ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตระบุว่า เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่จังหวัดอำนาจเจริญ จนเมื่อตรวจสอบหน้าร้านผ่าน Google Street View กลับพบว่าติดป้าย ‘ก๋วยเตี๋ยวเป็ด’ และก่อนหน้าไม่นาน ก็ยังประกอบกิจการอื่นอยู่
"ขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่ สมัคร สว. ถูกกลุ่มหรือไม่ เป็นเจ้าของกิจการจริงหรือไม่ และทำอาชีพมาครบ 10 ปีจริงหรือไม่" ยิ่งชีพตั้งคำถาม
ตั้ง 'ผู้ช่วย สว.' ไขว้กันเอง เหมือน ‘ฝากเลี้ยง’
บุณยนุช มัทธุจักร ตัวแทนจาก iLaw กล่าวถึง การทำงานของ สว. จังหวัดอำนาจเจริญ คือ สมพาน พละศักดิ์, แดง กองมา และ สมทบ ถีระพันธ์ ถึงการตั้งทีมผู้ช่วย สว. แต่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินการ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งคณะผู้ช่วยของ สว. มีบางคนที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในลักษณะเครือญาติกับ สว. บางคนและอดีตนักการเมือง รวมถึงเป็นคณะทำงานของสุขสมรวยในลักษณะ ‘ฝากเลี้ยง’




