ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่มี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มาก แต่ยังคงต้องกู้ เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณระดับสูงมาก รัฐบาลเซ็นเช็คเปล่าให้ตัวเองกู้เงิน 4 แสนล้านบาท การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดทุนงบประมาณสูง อาจไม่ถูกต้อง การขาดดุลงบประมาณ 3% ของจีดีพีเป็นความปกติใหม่ ที่สะท้อนว่าอยู่ในภาวะปัญหาเรื้อรังค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้รัฐบาลขยับตามไม่ทัน สะท้อนผ่านการจัดงบประมาณปี 2570 ที่รายจ่ายลงทุนลดลง 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น
แม้งบประมาณจะตั้งเพิ่มขึ้น แต่ร้อยละ 70 ของหน่วยงานถูกตัดงบลดลง โดยงบประมาณหน่วยงานที่ได้เพิ่มมีแต่ไม่มาก ขณะเดียวกันส่วนที่ได้เพิ่มมากที่สุดโดยเฉพาะรายการค่าใช้จ่ายบุคลากร งบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบ กขบ. ที่กระทรวงการคลังได้กระทรวงเดียวเพิ่ม 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายดอกเบี้ย สะท้อนว่าแผลฝีงบประมาณของไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ก็ไม่อยู่
“ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีแตกแล้ว ในปีงบประมาณ 2570 แม้ว่ารัฐบาลนี้ จะเข้ามาไม่นานก็เข้าใจ แต่คำแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบยอมรับว่า จะต้องมีการปรับปรุง ปฏิรูปการคลัง ยังคงก่อแต่คำพูดสวยหรู ว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง Outlook แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ปัญหาที่เรื้อรังไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง หากทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หนองที่จะไหลออกมา แต่เลือดจะไหลออกไม่หยุดเช่นเดียวกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่ คือจะเก็บอะไรได้ไม่พอกับที่จ่าย ไม่กู้เท่าจ่ายไหว ไม่จัดการรายจ่ายประจำที่ยาก ในอนาคตเหตุการณ์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นเป็นรูปนรกงบประมาณจะขาดดุลสูง กดยังไงก็ไม่ลง การทำโครงการใหม่พัฒนาประเทศ มันจะไม่เกิดขึ้น” ศิริกัญญากล่าว
ศิริกัญญา ยังไล่เรียงการจัดสรรงบประมาณที่เปรียบเป็นฝีแตก โดยกล่าวถึงงบรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท ซึ่งมีการตัดลดงบทำถนน และสร้างตึกลงครึ่งหนึ่ง แต่เปรียบเทียบการลงทุนสูงสุดส่วนใหญ่ ยังเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการทำถนน และกล่าวถึงนโยบายที่กำหนดไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล อาสาพยาบาล จากที่ประกาศว่าเพิ่ม 10,000 อัตรา ปรากฏว่าเหลือแค่หลัก 1,000 หรือโครงการถึงอำเภอ 110 บำบัดยาเสพติด ตอนนี้ไม่สร้างแต่โปรแกรมบำบัดใหม่ หลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงการพลทหารอาสา ที่จะรับ 100,000 นาย ในเล่มงบประมาณทำจริง 25,000 นาย
“สรุปแล้วว่า แม้เป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ไม่สามารถที่ทำได้ ไปเพิ่มงบประมาณอะไรมา ที่เราเห็นคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วมีไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้น 2เท่า ประมาณ 2,000 ล้านบาท 176 โครงการ แต่ยังหา ยุทธศาสตร์ AI ในปีนี้ไม่เจอ เพราะต่างคนต่างคิดจะทำ ส่วนใหญ่เป็นนักซื้อ ไม่ได้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีเพียงโครงการเดียวคือ Thai LLM ของ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่” ศิริกัญญากล่าว
ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงงบประกันสังคม ที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ในสำนักประกันสังคมปี 2570 ได้ 66,867 ล้านบาท งบเพิ่มขึ้น 4,200 ล้านบาท แต่หนี้ที่รัฐบาลยังค้างเงินสมทบอยู่ 48,000 ล้านบาท งบที่เพิ่มขึ้นนำมาใช้หนี้จริงเพียง 1,400 ล้านบาท จึงต้องการทราบความชัดเจน แผนการใช้หนี้ค้างเงินสมทบเป็นอย่างไรของรัฐบาลนี้ รัฐบาลค้างเงินค่าจ่ายสมทบไม่มีค่าปรับหรือดอกเบี้ยใด
ศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่รายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัด การเรียกร้องให้ปัญหาเรื้อรังหมดไปต้องการผู้นำ ต้องการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังแก้ปัญหานี้พูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่เพียงแค่พูดว่ารักษาวินัยการคลัง แต่จะต้องนำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์เป็นรูปธรรม ที่จะนำไทยออกจากวิกฤตแผลเรื้อรัง ที่เป็นฝีแตกในปัจจุบัน และงบประมาณปี 2570 ยังไม่เห็นว่า จะนำพาประเทศนี้ออกจากวิกฤตไปได้อย่างไร
“ดิฉันยังไม่เห็นว่า สุดท้ายยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ จะปรากฏในตัวงบประมาณที่ใช้จ่ายในปี 2570 อย่างไร ยังไม่เห็นว่า ในท้ายที่สุดประเทศจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้อย่างไร ต้องพิจารณาตัวงบปี 2570 อย่างเข้มข้น เพื่อทำให้ทุกบาททุกสตางค์ ที่เป็นภาษีของประชาชน ถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ให้มีส่วนรั่วไหลที่จะเกิดจากการสุ่มเสี่ยง ที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือเรียกรับผลประโยชน์ หรือเรียกรับสินบน อามิสสินจ้างแต่อย่างใด แม้ว่าภาษีที่เก็บได้น้อยลง แต่ยังต้องใช้อย่างคุ้มค่า” ศิริกัญญากล่าว




