วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเปิดเผยว่า พรรคประชาชน ได้รวบรวมหลักฐาน เพื่อยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายจากกรณีมีขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคประชาชน ว่า ตอนนี้ใกล้ถึงจุดโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 หลายกรณีที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นข้อบกพร่องที่พรรคจะต้องรับฟัง และนํามาแก้ไขปรับปรุงจริง ที่ผ่านมา พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และสังคม อย่างได้สัดส่วนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุด ตลอดระยะเวลาในการหาเสียง คือปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสี ในการเผยแพร่ข้อความ และข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทําให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนผิดซ้ําแล้วซ้ําเล่า โดยทีมงานจะเก็บรวบรวมทุกอย่าง เพื่อเชื่อมโยงกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้
"พรรคประชาชนเราน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ถ้าหากคําตําหนินั้น เป็นคําวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคําด่าทอต่อว่าด้วยถ้อยคําที่รุนแรง เราก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นขบวนการที่จัดตั้ง เพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด" วิโรจน์ กล่าว
วิโรจน์ กล่าวถึงกรณีที่ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาโจมตีพรรคประชาชน ยืนยันว่า ให้ความเคารพกับคําวิพากษ์วิจารณ์ที่ผ่านมา ตนเองยังเคยโพสต์ขอบคุณข้อติติง กรณีที่พรรคประชาชนโหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี และได้ติดตาม โดยให้ความสําคัญกับสาระสําคัญมาโดยตลอด ขณะนั้นเข้าใจว่า ชูวิทย์น่าจะวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี และความผิดหวังส่วนตัว ทั้งกรณี พรรคส้ม พรรคมาร หรือบทความที่ชื่อว่า เทส้ม ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร และยังเคารพการตัดสินใจในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งของชูวิทย์ในฐานะโหวตเตอร์ด้วย แต่พอถึงบทความมีทหารไว้ทําไม ซึ่งพรรคประชาชนได้ชี้แจงต่อสาธารณะแล้วนั้น จึงทําให้ตนเองสงสัยเป็นอย่างมากว่า เหตุใดชูวิทย์ยังคงกระจายข่าวในเรื่องนี้ไม่หยุด
จริงๆ แล้ว การที่คุณชูวิทย์จะมีอคติกับพรรคประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ปกติ ผมก็ยอมรับได้ จะให้คุณชูวิทย์มาชอบพรรคเดียวกับผม ก็คงเป็นไปไม่ได้ คนเราทั่วไปมีสิทธิ์ที่ จะวันหนึ่งชอบพรรคหนึ่ง วันหนึ่งก็เปลี่ยนไปชอบอีกพรรคหนึ่ง แต่สิ่งที่ทําให้ผมไม่สามารถยอมรับการกระทําของคุณชูวิทย์ได้อีกต่อไป และไม่เชื่อว่าคุณชูวิทย์ได้กระทําลงไปด้วยอคติส่วนตัว แต่เป็นการไตร่ตรองเอาไว้ก่อน และเล็งเห็นผลที่อาจจะเกิดขึ้น คือการพยายามตีฟูวาทกรรม พรรคส้มผสมน้ําเงิน
— วิโรจน์ กล่าว
วิโรจน์ อธิบายต่อว่า การพยายามที่พยายามจะจับคู่พรรคประชาชนกับอีกพรรคหนึ่งให้ได้ ทั้งที่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้พูดเอาไว้อย่างชัดเจนทุกครั้งว่า พรรคประชาชนจะไม่มีวันโหวตให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นอันขาด ซึ่งเชื่อว่าชูวิทย์รู้ทั้งหมดอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังคงโหมกระพือข่าวจับคู่ในลักษณะนี้อยู่ เพื่อมุ่งหมายสร้างผลกระทบให้กับพรรคประชาชน หลายกรณีชูวิทย์นําข้อมูลมาเผยแพร่ โดยการประติปะต่อ ใช้จินตนาการส่วนตัวในการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชนอย่างดื้อๆ ว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ที่จะให้พลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เป็นเรื่องเหลวไหลไม่มีข้อเท็จจริง
ทำให้ตนเองตั้งคำถามกับท่าทีของชูวิทย์ในระยะหลัง ที่พยายามโจมตีพรรคประชาชนเป็นเพราะอะไร เกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักของคุณชูวิทย์ ที่มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติ อดีตที่ปรึกษาคุณเซ็นที่ถูกสังคมสันนิษฐานว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ถ้าผมจะทำแบบที่พี่ชูวิทย์ทำคือนำภาพถ่ายดังกล่าวนั้นมาประกอบกับ ภาพถ่ายอื่นๆที่คุณชูวิทย์เคยถ่ายภาพร่วมกันกับนายทหารคนนั้น และนำเอากรณีที่นายทหารเพื่อนซี้คนนั้นพ้นจากตำแหน่งสำคัญ มาสร้างเรื่องเป็นตัวเป็นป่าใส่ร้ายคุณชูวิทย์ผมก็ทำได้จินตนาการเพื่อใส่ร้ายคุณชูวิทย์และเพื่อนคนนั้นผมก็ทำเป็น แต่ผมไม่ทำเพราะทั้งหมดนี้ผมยังมีมโนธรรมและยังมีความเคารพต่อพี่ชูวิทย์เสมอ ตนเองคงไปห้ามอะไรชูวิทย์ไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือทำให้สังคมตระหนัก และตั้งคำถามกลับไปยังคุณชูวิทย์ว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร แล้วพรรคการเมืองไหนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำของคุณชูวิทย์ และพิจารณาว่าควรให้คุณค่ากับจินตนาการของคุณชูวิทย์ต่อไปหรือไม่
คนที่เคยเกลียดกัญชาเข้าไส้ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนมาเป็นผู้เสพติดกัญชางอมแงมไม่ได้
เมื่อถามว่ามองเป็นการรับงานได้หรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า ตนเองไม่อยากจะกล่าวหาแต่มันเกินจุดที่จะระบุว่า เป็นอคติส่วนตัว หรือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตไปแล้ว เชื่อว่าชูวิทย์น่าจะไตร่ตรอง และเห็นผลไว้ก่อน ส่วนจะรับงานหรือไม่ ยังไม่อยากกล่าวหา ในเมื่อชูวิทย์ชอบกล่าวหาคนอื่น ตนเองก็ไม่อยากจะกล่าวหา ถ้าตนเองจะกล่าวหาแบบชูวิทย์เอาเรื่องจริงบ้างเท็จบ้างมาปะติดปะต่อ เอาเรื่องเพื่อนทหารคนซี้ที่ไปกอดคอกับชาวต่างชาติแล้วสร้างเรื่องต่อ เอามากล่าวหาบ้าง ตนเองก็ทำได้ แต่ตนไม่ทำ เพราะมีมโนธรรมส่วนตัว และเคารพชูวิทย์
เมื่อถามว่านายทหารคนดังกล่าวมีนัยยะอะไรหรือไม่ วิโรจน์์ กล่าวว่า เรารู้อยู่แล้วถึงอิทธิพลทางการเมือง และอิทธิพลทางสังคม ตำแหน่งแห่งที่ของนายทหารคนนั้น ว่ามีอิทธิพลมากขนาดไหน เค้าเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ และยังมีตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการอีกด้วย และถ้ามีภาพกอดคอในลักษณะที่สนิท ซึ่งไม่ใช่ที่สาธารณะแต่เป็นหลักสูตรที่ไปกอดคอกัน คิดว่าประชาชนก็สามารถจะจินตนาการได้ตามสมควรว่า คนไม่สนิททำไมถึงไปกอดคอกันได้ สามารถให้ผลประโยชน์อะไรกับชาวต่างชาติคนนั้นหรือไม่ และชาวต่างชาติคนนั้นก็มีข้อสันนิษฐานว่า เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน รวมถึงอาจจะเข้าไปยุ่งกับสแกมเมอร์ และเครือข่ายฟอกเงิน ซึ่งก็โยงใยไปเรื่อยเปื่อยได้หมด แต่ตนก็ไม่อยากทำ
ส่วนกรณีที่ชูวิทย์ระบุว่าโจมตีพรรคประชาชนเพราะ สส.ของพรรคไปโหวตให้กับพรรคภูมิใจไทย วิโรจน์ กล่าวว่า การวิจารณ์ของชูวิทย์ในช่วงแรกตนไม่ติดใจ ตนยังไปขอบคุณเลยด้วยซ้ำ เพราะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา สส. ในพรรคจำนวนหนึ่งก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับชูวิทย์แต่ก็เคารพมติของพรรค ทุกคนก็เข้าใจการวิพากษ์วิจารณ์ของชูวิทย์
“จริงๆแล้วการสั่งสอน หรือการด่าต่อให้พี่ชูวิทย์ด่าแต่ถ้าเป็นไปด้วยเจตนาสุจริตหรืออคติก็ได้ พูดง่ายๆคือโกรธ ไม่พอใจผมก็น้อมรับอยู่แล้ว แต่หลังหลังผมรู้ว่าคุณชูวิทย์ก็รู้อยู่แก่ใจในการโยงจับคู่บ้าง อย่างล่าสุดที่ผม คิดว่ามั่วที่สุดคือการบอกว่า เรามีข้อตกลงกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ว่าจะให้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ผมถามจริงๆ มนุษย์คนหนึ่งเอาเรื่องจริงบ้างเท็จบ้างมาปะติดปะต่อ ทำให้ประชาชนคอยตามจากนั้นเอามโนส่วนตัวจินตนาการส่วนตัว จินตนาการส่วนตัวมาด้นต่อไป กล่าวหาใส่ร้ายไปเลย และผลักภาระในการพิสูจน์ให้กับคนที่ถูกกล่าวหาพฤติกรรมแบบนี้สมควรหรือไม่ อย่างนั้นก็ต้องตอบมาสิ ดีลกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์หลักฐานคืออะไร ” วิโรจน์ กล่าว
วิโรจน์ ถามกลับว่า ถ้าตนเอาภาพนายทหารที่ไปกอดคอกับชาวต่างชาติแล้วกล่าวหาใส่ร้ายว่านายชูวิทย์กับทหารคนนั้นไปร่วมกันทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่าถูกหรือไม่ ก็ไม่ถูก การมโนปฏิบัติต่อคือเทคนิคที่ชูวิทย์ใช้ ซึ่งตนเองเข้าใจว่า 14.00 น.วันนี้ ก็จะมาโต้ตนเองอีก เปิดแถลงข่าวรายวันเหมือนที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย ตนเองคงไม่เสียเวลาทำอะไรแบบชูวิทย์ เราคงไม่เสียเวลากับชูวิทย์ แต่จะแถลงข่าวให้ประชาชนได้ตระหนัก ถ้าประชาชนรู้ว่าชูวิทย์ทำแล้ว พรรคไหนได้ประโยชน์ มีข้อมูลจากการมโนหรือไม่ ถ้าไม่มีประชาชนจะวิจารณ์ และไม่ให้ค่ากับสิ่งที่ชูวิทย์ทำ ส่วนกรณีที่ชูวิทย์ระบุว่า ได้ข้อมูลทั้งหมดมาจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ วิโรจน์ ถามกลับทันทีว่า มีหลักฐานอะไร พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ยอมรับหรือไม่
“ผมทำแบบพี่ชูวิทย์ได้บ้างหรือไม่ไปฟังจากแม่ค้าขายข้าวแกงหน้าบ้านแก ว่าแกไปล่มหัวจมท้ายกับนายทหาร เพื่อนซี้ของแก เรื่องสมมตินะ ไปหาผลประโยชน์เรื่องสถานบันเทิงแล้วมันแฟร์กับพี่ชูวิทย์หรือไม่ถ้าผมทำแบบนั้นไม่แฟร์เลย ผมแย่งมีดจากพี่ชูวิทย์แทน ผมก็ไม่อยากให้มีดนั้น ไปไล่แทงพี่ชูวิทย์ ส่วนพี่ชูวิทย์จะมีค่าในการแถลงแค่ไหน เดี๋ยวรอบ่ายสอง ผมก็ยังเคารพแกเหมือนเดิม แต่เรื่องทางกฎหมายพรรคก็ต้องดำเนินการด้วยเช่นกัน เพราะเกินจุดไปแล้ว “ วิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามถึงข้อมูลตั๋วช้าง รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้มาจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ใช่หรือไม่ วิโรจน์ กล่าวว่า คงได้มาจากหลายแหล่ง เราเองก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ข้อมูลได้มาจากแหล่งไหน มีข้าราชการที่ต้องยอมรับว่า มีข้าราชการที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงส่งข้อมูลให้เราหลากหลาย บางข้อมูลส่งมาแบบนิรนามด้วยซ้ำไป เราก็ใช้วิธีการสอบเทียบ ว่าตรงกันหรือไม่ ข้อมูลไหนที่เป็นการใส่ร้ายก็ตัดออก ซึ่งข้าราชการก็ไว้ใจพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนไม่เคยเอาข้อมูลมาหากินหรือตบทรัพย์
ดีลว่าจะให้รองนายกรัฐมนตรีผมฟังแล้วผมหัวเราะเลย ผมปิดทีวีเลยสร้างเรื่องอย่างนั้นทำไมไม่สร้างเรื่อง ว่าผมดีลกับพลเอกอภิรัตต์ คงสมพงษ์ เลยละทำไมต้องเป็นพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล เพราะพลเอกอภิรัชต์เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด คำพูดพวกฟอกเงินก็หนักแผ่นดินจริงๆ ถ้าจะดีลกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ดีลกับ พลเอกอภิรัชต์ดีกว่า
— วิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามว่า จะฟ้องอะไรชูวิทย์บ้าง วิโรจน์กล่าวว่า คงฟ้องเรื่องการผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่คงไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เราไม่อยากให้ชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ เราอยากให้วิพากษ์วิจารณ์เหมือนเดิม เป็นพี่ชูวิทย์เหมือนเดิม ที่ด่าอะไรตนเองรับฟังเสมอ แม้จะมีคำหยาบตนเองก็ทนได้ บางครั้งเราฟังอคติของคนแล้วตัดอคติออกมันก็ได้สาระ แต่หลังๆ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จใส่ร้ายป้ายสีกันอยากให้ชูวิทย์ไตร่ตรองเสียหน่อย อยากให้ประชาชนคิดตามว่าพรรคไหนได้ประโยชน์
วิโรจน์ ยังย้ำถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนถูกจับกุม และมีกระแสข่าวที่จะถูกจับกุมเพิ่ม โดยเชื่อว่า ขบวนการดังกล่าวพยายามดิสเครดิตพรรคประชาชน กลัวอย่างมากว่าหากพรรคประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ จะมีการบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจฟอกเงิน ธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเครือข่ายอิทธิพลทางการเมืองครั้งใหญ่ ตลอดจนจะมีการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง โดยไม่มีการละเว้น ขอยืนยันว่า ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเราได้รับโอกาสนั้น พรรคประชาชนเราจะจัดการทุนเทา ธุรกิจเทาทุจริตคอรัปชั่นอย่างเด็ดขาดแน่นอน สุดท้ายอยากเรียนต่อประชาชนว่า พรรคประชาชนไม่เคยอ้างว่า เราจะ ไม่พลาด แต่ยืนยันว่า เมื่อเรามีความผิดจะไม่ปกป้อง ไม่ใช้สองมาตรฐาน
ส่วนนักการเมือง ส. ที่ ชูวิทย์ ระบุว่า จะเป็นรายต่อไป วิโรจน์ กล่าวว่า ตนเอง ไม่ได้หวั่นไหวกับสงครามประสาทรายวัน การแก้ปัญหาความคลุมเครือนี้ พรรควางมาตรฐานชัดเจนว่าจะมีอีกกี่ราย ส. หรือ ก.-ฮ. เอามาเลย เรามีมาตรฐานเดียวกัน คือเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และจะมีการเจรจากับผู้สมัครคนนั้น ให้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกพรรค จะทำให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม และประชาชนอย่างได้สัดส่วน




