‘ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล’ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการกำชับพรรคร่วมฝ่ายค้านในการเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เรามีการกำชับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่จะมีการกำชับอีกครั้งเนื่องจากในการประชุมสภาฯ วันที่ 16 กรกฎาคมนี้จะมีวาระสำคัญเข้าเช่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม รวมถึงการยืนยันร่างพ.ร.บ.ประชามติตามเนื้อหาของสภาฯ โดยจะมีการกำชับสส.พรรคฝ่ายค้านทุกคนว่าให้มีความพร้อมในการลงมติ นอกจากนี้ ยังมีร่างพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว
เมื่อถามถึง ความคืบหน้าในการทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า มีความคืบหน้าเรื่อยๆ และครั้งแรกที่เราได้คุยกันก็มีการตั้งคณะทำงานด้วยกันในหลายเรื่อง ตอนแรกที่มีการพูดคุยกันว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แต่ขณะนี้มีการเบรกไว้ก่อน เนื่องจากเราเห็นตรงกันว่าจะรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้มีข้อมูลที่รอบด้าน ครบถ้วน เราคงไม่ยึดเอาจังหวะทางการเมืองอย่างเดียวเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระด้วย เมื่อถึงเวลาแล้วเราจะไม่มีการออมมือหรือถ่วงเวลาแน่นอน และเมื่อถึงเวลาแล้วเราเห็นตรงกันก็จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าจะมีการรัฐสภาก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ประเมิน แต่การยุบสภาก็เป็นข้อเรียกร้องที่พรรค ปชน.เรียกร้องอยู่แล้ว ดังนั้น หากเกิดการยุบสภาขึ้นจริงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ส่วนการประชุม สส.พรรค ปชน.จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้คงเป็นการเข้าร่วมประชุมสภาฯ เนื่องด้วยเสียงของรัฐบาลที่ปริ่มน้ำ โดยจากสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว เราจะเห็นได้ว่าประเด็นอะไรที่ฝ่ายค้านต้องการผลักดันก็มีโอกาสที่จะชนะการลงมติทุกมติ ซึ่งจะมีการกำชับทุกคนว่าให้มีความพร้อมในสภาฯ ตลอดเวลา
ข้องใจ ‘รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
พร้อมกันนี้ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสดราม่าเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะมีการกำชับสส.ในพรรคเรื่องการจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรหรือไม่ ว่า จริงๆ ขณะนี้เท่าที่ติดตามก็ไม่ได้มีกระแสตีกลับอะไรที่รุนแรง และเรื่องนี้ ‘สุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ก็ได้พูดค่อนข้างชัดเจนไปแล้ว แต่ต้องบอกว่าพรรค ปชน. เรามีนโยบายตั้งแต่สมัยที่เป็นพรรคก้าวไกลเรื่องการลดค่าขนส่งสาธารณะ ประเด็นของเรื่องนี้คือเราไม่ได้ค้านการลดค่าขนส่งสาธารณะ แต่เราต้องตั้งคำถามว่าฐานคิดในการทำนโยบายนั้นมาจากไหน
“จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่เคยทราบว่าตกลงแล้วตัวเลข 20 บาท คำนวณบนทางคิดอะไร นโยบายของพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ไม่ใช่แค่ 20 บาท แต่เราเสนอว่าเป็น 9-45 บาท และไม่ใช่แค่ระบบรถไฟฟ้าแต่รวมทุกอย่าง ทั้งนี้ ผมไม่แน่ใจว่า นโยบาย 20 บาทได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าหากขึ้นเอ็มอาร์ทีหนึ่งสถานี แล้วไปต่อบีทีเอสสองสถานี เงินที่เสียไป เขาต้องไปโปะที่สถานีแรกให้กับทั้งสองระบบหรือไม่ แทนที่เราจะคิดรวมทุกระบบ แล้วคุยเรื่องสัญญาสัมปทาน ในเมื่อประชาชนไม่ว่าจะขึ้นสายไหนก็ตาม สามสถานีก็ควรเสียเท่ากัน ไม่ว่าจะขึ้นสายเดียวหรือสองสาย“
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว
ปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า หากใครเคยไปประเทศญี่ปุ่นก็จะทราบว่ามีระบบเช่นนี้อยู่ ไม่ว่าเราจะขึ้นสายไหนก็มีการคิดค่าโดยสารตามระยะทางจริง ไม่ใช่แค่บอกว่าประชาชนจ่าย 20 บาท แต่เบื้องหลัง 20 บาทนั้น เอาภาษีไปอุดโดยไม่จำเป็น และนำไปสู่การให้นายทุน นายทุนก็ได้กำไรเช่นเดิม ทั้งนี้ ไม่เถียงว่าประชาชนได้ประโยชน์ หากเราย้อนกลับมาในฐานคิดที่สมเหตุสมผล เราก็คิดว่าสัญญากับเอกชนก็ควรมีความชัดเจนว่า ประชาชนต้องจ่ายตามระยะทาง
หากจำเป็นต้องลดราคา แล้วรัฐอุดหนุน ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ต้องเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล ยั่งยืนและมีความเป็นไปได้ อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือหากเราใช้ตัวเลขที่รัฐไปอุดหนุนอย่างสมเหตุสมผลเราก็จะเหลืองบประมาณที่จะไปกระจายขนส่งสาธารณะต่างๆ สู่ท้องถิ่นและต่างจังหวัด ไม่ใช่แค่กระจุกตัวอยู่ที่ในกรุงเทพฯ
เมื่อถามย้ำว่า หลังจากนี้จะมีการกำชับ สส. ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า จริงๆ เรากำชับเรื่อยๆ อยู่แล้วในเรื่องของการสื่อสาร และเราก็อยากให้ผู้ที่เข้าใจในประเด็นนั้นๆ เป็นคนที่สื่อสาร แต่ก็อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่เราก็มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด ไม่ได้มีความร้ายแรงอะไร




