‘กลุ่มนิรโทษกรรมฯ’ ร้องขอฝ่ายค้าน ‘ซักฟอกนายกฯ’ ปม ‘สิทธิเสรีภาพ-112’

20 มี.ค. 2568 - 13:06

  • ‘กลุ่มนิรโทษกรรมประชาชน’ ยื่นร้อง ‘หัวหน้าเท้ง’

  • ขอบรรจุประเด็น ‘สิทธิเสรีภาพ-112’ ในหัวข้ออภิปราย

  • ด้าน ‘ทนายแจม’ รับลูก! ยืนยัน ‘ซักฟอกนายกฯ’ แน่

Peoples_Amnesty_Group_submitted_letter_to_the_opposition_SPACEBAR_Hero_7bb4147b65.jpg

กลุ่มนิรโทษกรรมประชาชนยื่นหนังสือถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนและคดีทางการเมือง เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงต้องการแจ้งให้ ณัฐพงษ์รับทราบถึงปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้น รวมถึงคดีความทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองก่อนหน้านั้น

ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงและใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่กลับถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังมีหลายคนต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ และอีกหลายคนยังถูกคุมขังในเรือนจำโดยไม่สมควรตั้งแต่แรก

พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เคยมองเห็นประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญ และเคยระบุว่าจะดำเนินการแก้ไข แต่จนถึงขณะนี้ ซึ่งใกล้จะครบ 2 ปีแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ยุค เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงปัจจุบันในยุคของ แพทองธาร ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหานี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระ 2568-2570 ซึ่งมีภารกิจหลักในการจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐไทยสามารถดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงข้อเสนอจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงออก สหภาพยุโรป และการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระครั้งล่าสุดในปี 2564  ซึ่งแนะนำให้ประเทศไทยแก้ไขมาตรา 112 และพิจารณานิรโทษกรรมผู้ต้องขังคดีการเมือง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น จึงอยากให้ ณัฐพงษ์รับฟังปัญหาดังกล่าว และสะท้อนเสียงของผู้ที่รักเสรีภาพและประชาธิปไตยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยหวังว่าคดีทางการเมืองทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว รวมถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีความทางการเมือง ซึ่งควรรวมถึงคดีตามมาตรา 112 ด้วย

เพราะทุกวันที่ไม่มีการดำเนินการ คือ วันที่ผู้ต้องขังเหล่านั้นสูญเสียเสรีภาพ

Peoples_Amnesty_Group_submitted_letter_to_the_opposition_SPACEBAR_Photo01_42c1916a28.jpg

สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว แพทองธาร เป็นผู้ที่รับรู้ปัญหานี้ดี หรือพูดได้ว่า “รู้สี่รู้แปด” เพราะเคยหาเสียงไว้ว่า หากได้เป็นรัฐบาล จะขอร้องต่อศาลหรือขอความเมตตาจากศาลเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง รวมถึงแก้ไขมาตรา 112 เช่นเดียวกับที่ เศรษฐาเคยกล่าวไว้

ดังนั้น จึงอยากให้ฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นนี้มาอภิปรายว่า สิ่งที่เคยหาเสียงไว้กลับไม่ได้รับการดำเนินการ และขณะนี้สถานการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมืองเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากมีการย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษประหารชีวิต

เรื่องนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า กรมราชทัณฑ์ รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำลังใช้การย้ายผู้ต้องขังเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งให้เกิดความทุกข์ทรมาน หรือมีเจตนาแฝงในการกำจัดผู้ต้องขังเหล่านี้หรือไม่ จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ด้าน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนรับหนังสือ ยืนยันว่าจะมีการบรรจุเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปราย ส่วนประเด็นการย้ายเรือนจำ ดิฉันและณัฐพงษ์ เคยเข้าไปเยี่ยมนักโทษทางการเมืองเป็นการส่วนตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยหนึ่งในบทสนทนา เป็นเรื่องของการย้ายเรือนจำ ซึ่งนักโทษทางการเมืองมีความประสงค์ที่จะไม่ถูกย้าย และยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ต้องขังอุกฉกรรจ์ แต่เป็นผู้ต้องขังทางความคิด

ปัจจุบันการใช้ชีวิตในเรือนจำก็เป็นเรื่องยากลำบากอยู่แล้ว พวกเขาเพียงต้องการอยู่รวมกันเท่านั้น ซึ่งในวันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รับปากว่าจะไม่ย้าย แต่ภายหลังกลับมีการย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปเรือนจำอื่น

ในส่วนของรัฐบาล, สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ คือ การกำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายนิรโทษกรรม หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหา จึงอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ลองคิดว่า ทุกคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นญาติพี่น้องของท่าน หากเป็นเช่นนั้น ท่านจะดำเนินการอย่างไร

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์