อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นที่ว่า จะสามารถจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ ภายหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า “ไม่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา 112 แล้ว”
อนุทิน กล่าวว่า “เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผมพูดชัดเจนแล้ว”
เมื่อถามย้ำว่าจะมีมาตรา 112 อยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรมถือเป็นเงื่อนไขหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่แตะมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือเรื่องนิรโทษกรรม”
เมื่อถามอีกว่าน่าจะเป็นเงื่อนไขใหม่หรือไม่ หากพรรคประชาชนจะดันเรื่องนิรโทษกรรม? อนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ทราบ แต่พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางเช่นนี้”
เมื่อถามต่อว่าหากพรรคประชาชนไม่มีนโยบายมาตรา 112 ในการหาเสียงจะเกิดผลดีหรือไม่อย่างไร? อนุทิน กล่าวว่า “สำหรับใคร และเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผมก็พูดแล้ว ถ้าไม่มีพรรคไหนที่ใช้นโยบายมาตรา 112 ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงสบายใจขึ้น ซึ่งมีประเด็นอื่นๆ อีกที่เราสามารถนำไปหาเสียง สร้างความมั่นใจกับประชาชน”
เมื่อถามย้ำว่าหากคนยังมีแนวคิดแบบนี้อยู่ จะมีโอกาสสร้างความเข้าใจอะไรหรือไม่ แม้ว่าไม่ได้อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชน? อนุทิน กล่าวว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่เอานโยบายเรื่องมาตรา 112 ก็ไม่ต้องอธิบายคนอื่น”
เมื่อถามอีกว่าทำไมคนมองว่าพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทย? อนุทิน กล่าวว่า “เขาคงเห็นว่าพรรคประชาชนเคยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลในรอบที่ผ่านมา”
เมื่อถามต่อว่าในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยก็เคยยกมือให้พรรคเพื่อไทยมาก่อนแล้ว ทำไมพรรคเพื่อไทยจะยกมือให้พรรคภูมิใจไทยบ้างไม่ได้ หากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนดีกว่า? อนุทิน กล่าวว่า “สุดท้ายก็คือการเลือกตั้ง ต้องดูผลของการเลือกตั้งก่อนเป็นหลัก เพราะคือการที่เราจะนำการตัดสินใจของประชาชนมาหาแนวทางในการฟอร์มรัฐบาล หรือว่าจะต้องไปเป็นฝ่ายค้าน”
เมื่อถามอีกว่าหากคราวนี้ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองที่ทำให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเหมือนครั้งที่แล้ว? อนุทิน กล่าวว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้ พรรคภูมิใจไทยถึงต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมากกว่า 1 คน เพราะสมัยก่อนมีแค่ 1 คน ตอนนี้เพิ่มมาอีก 1 คน คงไม่ต้องใช้ไปถึงคนที่ 3”
เมื่อถามต่อว่าหากมีการโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยในลำดับที่ 2 จะได้รับการยอมรับจากพรรคอื่นหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ก็ สีหศักดิ์ พวงเกตุ รมว.ต่างประเทศ”
เมื่อถามว่าได้วิเคราะห์หรือไม่ว่า สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ตั้งเป้าได้ถึง 15 รายชื่อหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “มั่นใจว่าได้มากกว่าเดิม”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าครั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้ สส.บัญชีรายชื่อ 3 คน? อนุทินยิ้ม ก่อนกล่าวว่า “ครั้งนี้ได้มากกว่าเดิม”
ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นที่ว่า ในอนาคตจะมีการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หลังประกาศแล้วว่าจะไม่มีการแก้กฎหมายมาตรา 112
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อยู่ที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ ที่ผ่านมาอนุทินเป็นคนตั้งเงื่อนไขโดยบิดเบือนคำพูดที่ผมได้พูดไว้บนเวทีดีเบต เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ควรจบได้แล้ว คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาแล้วว่าห้ามหาเสียงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อนุทิน และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรนำมาใช้ในการหาเสียงอีกต่อไป”
ต่อข้อถามว่าหากพรรคประชาชนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับสอง จะสามารถจับมือกันได้หรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมตั้งเงื่อนไขไว้ชัดเจนมาก คือหนึ่ง ตัวรัฐมนตรีหากดำรงตำแหน่งแล้วมีประวัติพัวพันกับเรื่องสีเทา ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด บ่อนพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย หรือเครือข่ายสแกมเมอร์”
เรายกหลักการมาตรฐานการเมืองต้องสูงกว่าด้านกฎหมาย ไม่ต้องรอหลักฐานหรือรอให้คดีถึงที่สุด คนที่อยู่ในอำนาจควรแสดงความรับผิดชอบ ออกจากอำนาจก่อนการตรวจสอบได้เลย
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมื่อถามว่าเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาลคือไม่ยกมือให้อนุทิน ใช่หรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ถูกต้อง เป็นเงื่อนไขที่ประกาศไปแล้ว และยังยึดหลักการเดิม ไม่มี สส.คนไหนของพรรคประชาชนที่จะยกมือโหวตให้อนุทินอีกต่อไป รวมถึงแคนดิเดตคนอื่นของพรรคภูมิใจไทยด้วย”
เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าในอนาคต หากเข้าสภาไปแล้ว จะไม่มีการผลักดันแก้เรื่องมาตรา 112 อีก? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ไม่เป็นนโยบายในการหาเสียง เพราะฉะนั้นจะไม่เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาแน่นอน ส่วนในอนาคตจะมีการผลักดันในนามของพรรคประชาชนหรือไม่ ผมขึ้นอยู่กับการที่สังคมจะตกผลึกร่วมกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร สำหรับพรรคประชาชนเองขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุน เชื่อว่าประชาชนที่เข้าคูหาโหวตให้กับพรรคประชาชน รู้ดีว่าจุดยืนของพรรคประชาชนคืออะไร ผมได้สื่อสารไปหลายครั้ง ในเรื่องของสภาชุดหน้าว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนที่มอบให้”
เมื่อถามว่าในเรื่องการนิรโทษกรรม ยังรวมถึงคดี 112 ใช่หรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ถูกต้อง เรื่องนี้ควรต้องพูดให้ชัดว่าการนิรโทษกรรมผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองจะต้องนิรโทษกรรมทุกกลุ่ม เพราะวัตถุประสงค์ของการนิรโทษกรรมคือการหาทางออกให้กับสังคม หากได้รับนิรโทษกรรมเพียงบางกลุ่ม จะไม่เกิดความเป็นธรรม สังคมก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้”
ต่อข้อถามว่ากังวลหรือไม่ หากพรรคประชาชนมาแรงได้อันดับหนึ่ง จะมี “คดี 44 สส.” มาสกัดหรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ทางพรรคมีการบริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว นอกจากคดี 44 สส. ยังมีคดีอื่นๆ ที่ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตอาจจะโดนขบวนการนิติสงคราม จึงได้ย้ายบางคนมาลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อแล้ว หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง บัญชีรายชื่อสามารถลาออกและขับคนอื่นขึ้นมาได้ จึงอยากให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ขออย่ากังวลในส่วนนี้ เราสามารถจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชนได้แน่นอน”




