ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงพิจารณาวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรีเรื่องแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ หลัง GDP (Gross Domestic Product: ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) โต 2.5% ในปี 2567 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย
วรภพ ชี้ให้เห็นถึงตัวเลขเศรษฐกิจของไทย ปีแรกภายใต้การบริหารของพรรคเพื่อไทย ที่จีดีพี ปี 67 โต 2.5% น้อยที่สุดในอาเซียน ถือว่าน้อยกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายหรือไม่? จะมองได้หรือไม่ว่ารัฐบาลสอบตกในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่เหมือนคนที่ตั้งคะแนนเต็ม 100 คะแนน สอบได้ 50 คะแนน
อย่าลืมว่านี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทย เคยอวดว่าเศรษฐกิจจะโตถึง 5% ต่อปี แต่ครบปีแรกทำได้แค่ 2.5% ก็ต้องถามว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ถือว่าสอบตกหรือไม่? เพราะมาตรการเรือธงของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” หรือ “แจกเงินหมื่น” และ 90% ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของมาตรการทั้งหมดอยู่ที่มาตรการนี้
— วรภพ วิริยะโรจน์
การแจกเงินหมื่น ทำมาแล้วในเฟสที่ 1 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่? เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวพันในการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต เพราะการแจกเงินหมื่นก็ยังคงเป็นมาตรการหลักต่อจากนี้ ในเฟส 2 และ 3 ที่ต้องใช้เงินอีกประมาณเพิ่มอีก 2 แสนกว่าล้านบาท
อยากทราบว่ามาตรการแจกเงินหมื่นที่ผ่านมา จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายอย่างที่รัฐบาลคาดการไว้หรือไม่ ถึงยังคงเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมในปี 2568 ด้วยงบประมาณที่มากขึ้น และรัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ว่า เศรษฐกิจปีแรกของรัฐบาลเพื่อไทย โตน้อยกว่าเป้าหมาย
— วรภพ วิริยะโรจน์
วรภพ กล่าวต่อไปว่า เศรษฐกิจที่เติบโต 2.5% น้อยที่สุดในอาเซียน ยังเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของที่อวดอ้างไว้ ส่วนที่ท่านยอมรับว่า “ดิจิทัลวอลเล็ต” ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ลงไปที่ลงไปยังกลุ่มเปราะบางก็ถูกต้องแล้ว
และข้อมูลของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ก็ยืนยันเหมือนกันว่า “มาตราการแจกเงินหมื่น กู้เงินมา 3 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้ 1 บาท”
ในเมื่อเฟส 1 มีผลลัพท์แล้วว่า ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำไมยังเดินหน้าเฟส 2 เฟส 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง สรุปแล้วรัฐบาบจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ต่อจากนี้
— วรภพ วิริยะโรจน์
วรภพ ระบุว่า ในเรื่องเร่งด่วนสำคัญ เพราะปัญหาเศรษฐกิของไทยอยู่ที่ภาคการผลิตที่จีดีพีลดลงมา 2 ปีต่อต่อแล้ว ส่งออกมากขึ้น แต่นำเข้ามากกว่าส่งออก ทำให้การลงทุนลดลง โรงงานปิดตัว เพราะเจอปัญหาสินค้านำเข้าที่มาตีตลาดที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลยังทำไม่พอ รวมถึงความกังวลสถาบันการเเงินที่ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่มั่นใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่
และเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปีนี้ ถ้าไปดูสินเชื่อภาคธนาคารลดลง 0.4% ต่ำสุดในรอบ 15 ปี ถ้าร่วมทั้งธนาคารพาณิชย์เอกชนและสถาบันการเงินของรัฐ จะพบว่าลดลงในรอบ 21 ปี ตั้งแต่ปี 2546
เวลาผ่านวิกฤติอะไรมา, รัฐบาลอื่น อย่างน้อยยังทำให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ช่วยภาคการเงินได้ แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่อวดอ้างว่าเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลช่วยสร้างความมั่นใจได้ แต่ไม่เห็นทำอะไรในการแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วนเลย และทำไมรัฐบาลไม่ทำให้มาตรการช่วยเหลือเกิดขึ้นในปีนี้เลย
— วรภพ วิริยะโรจน์
นอกจากเรื่องเร่งด่วนที่ยังไม่มีอะไรใหม่ เรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศไทยคือ ขีดความสามารถการแข่งขันที่บอกว่าประเทศไทยส่งออกมากขึ้น แต่ส่งออกโตน้อยกว่าโลก สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องขอความชัดเจนในเรื่อง จึงอยากถามว่า เมื่อไหร่รัฐบาลจะทำเรื่องการพัฒนาคน การสร้างนวัตกรรม การกำกับตลาดทุน การทะลายทุนผูกขาด ที่ยังไม่มีความคืบหน้า
ด้าน เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรายไตรมาส ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าเป็นการที่ทิศทางเศรษฐกิจผงกหัวขึ้นทุกปี ตัวเลขที่ออกมานั้น หากย้อนกลับไปในช่วงต้น หลายสำนักปรามาสว่า จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ที่ 2.1% หรือ 2.2%
แต่สุดท้ายเราปิดได้ที่ 2.5% โดยส่วนต่าง 0.3-0.4% นี้ ถือว่ามหาศาลในทางเศรษฐกิจ เป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส รวมถึงตัวเลขด้านอื่นๆ ก็เติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน และปี 68 ไตรมาสแรกก็คาดการณ์ว่า ตัวเลขจะออกมาดี มีแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง และยังมีมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายเรื่อง
โครงการแจกเงินหมื่น เฟส 1 นั้น ยืนยันว่า เป็นการกระจายที่ถูกฝาถูกตัว ลงไปในจังหวัดที่มีสัดส่วนคนยากจนสูงเป็นจังหวัดแรกๆ และกระจายไปทุกพื้นที่
— เผ่าภูมิ โรจนสกุล
ส่วนข้อกังวลที่ว่า เงินจะกระจุกอยู่ที่รายใหญ่นั้น กว่า 68% ลงไปที่รายย่อย และการที่ประชาชนใช้เงินหมดอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็วรุนแรงทันท่วงที รวมถึงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ในไตรมาสที่ 4 ก็เพิ่มขึ้นถึง 11% สูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส
ถ้าดูแค่ที่ตัวเลข ไม่ได้มีอคติ ผมคิดว่าคำตอบ เราคงเป็นคำตอบเดียวกัน โครงการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี รัฐบาลสามารถปิดการบริหารเศรษฐกิจในปี 67 ได้ดี และมีแรงเหวี่ยงเชิงบวกส่งต่อไปถึงปี 68 ยืนยันว่าการกระจายเงินเฟส 1 ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ 0.01% หากเปรียบเทียบกับระยะเวลา ถ้าไม่มีการทำอะไรเลย คือเวลาถึง 3 ปี ดังนั้น โครงการนี้ร่นระยะเวลาให้น้อยลง
— เผ่าภูมิ โรจนสกุล
เผ่าภูมิ ยังกล่าวถึงปัญหาการผลิต การล้นทะลักของสินค้า ซึ่งทางกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกัน ในการเตรียมการรับมือ ส่วนการกระจายเม็ดเงินทางด้านสินเชื่อ เราเห็นตรงกัน เนื่องจากสินเชื่อจากธนาคารสถาบันเฉพาะกิจของรัฐมีการเร่งรัดอย่างเต็มที่ และมีผลการปล่อยสินเชื่อที่น่าพึงพอใจลงไปสู่รายย่อย
แต่ปัญหาและข้อจำกัดอยู่ที่สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถไปบีบคอบอกให้เขาปล่อยได้
— เผ่าภูมิ โรจนสกุล
ทั้งนี้ เรามีกลไกในการลดความเสี่ยงของคน เพื่อทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในกลไกการค้ำสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ โดยทั้งหมดนี้ บ่งบอกว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องสินเชื่อ และสภาพคล่องในตลาด
เผ่าภูมิ ชี้แจงว่า รัฐบาลใช้กลไกที่มากกว่างบประมาณ ในการลดสัดส่วนการใช้กำไรในการประเมิน เพื่อให้ธนาคาร อย่างธนาคารออมสิน ตัดกำไรของตัวเอง ไปปล่อยสินเชื่อ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินแม้แต่แบบเดียว เป็นกลไกที่เราเข้าไปแก้ที่ต้นตอ เพื่อให้ธนาคารนำเงินมาช่วยเหลือประชาชน ยืนยันว่า บสย.กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนการที่ยังใช้งบประมาณไม่หมดนั้น เนื่องจากเราให้งบประมาณที่สูง จะได้ไม่ต้องมาขอเรื่อยๆ และเรามีแผนจะขยายให้ครอบคลุมสินเชื่ออื่นๆ ด้วย
ส่วนเรื่องโครงสร้าง เรามี พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่สำคัญของประเทศ แต่เป็นเรื่องยากที่จะต้องเขียนกฎหมายฉบับใหม่ ยืนยันว่า รัฐบาลดูแลทั้งปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมช่วงหนึ่ง รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้ประท้วงการทำหน้าที่ของ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นประธานการประชุม ว่า ขอให้ควบคุมการประชุมและวางตัวให้เป็นกลางด้วย
ผู้ตั้งกระทู้ถามเวลายังเหลืออีก 1 นาที แต่ท่านประธานเร่งถึง 3 ครั้ง ทำให้มันขัดจังหวะการพูด แต่ท่านรัฐมนตรีตอบเกินไป 1 นาที ท่านไม่เตือนเลยสักครั้ง กลางไหมคะ?
— รักชนก ศรีนอก
ทำให้ พิเชษฐ์ ตอบกลับว่า “การตอบกระทู้ถามถามได้ 3 ครั้งภายใน 30 นาที ดูแล้วเวลาของผู้ถามกับเวลาของผู้ตอบ เราสามารถอะลุ่มอล่วยให้อยู่ใน 30 นาทีได้ ผู้ถามก็อภิปราย จริงๆ แล้วไม่สามารถอภิปรายไปเรื่อยได้ แต่ก็ให้ท่านอภิปรายจนเวลาหมด”




