ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.พรรคประชาชน เดินทางยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน กรณีการพิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
ไม่ได้ร้องเฉพาะ “มติ กกต.” แต่ขอสอบทั้งกระบวนการ
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรณีการโกงเลือก สว. มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกันเป็นขบวนการ โดยคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะการลงมติของ กกต. แต่ครอบคลุมพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อนการลงมติ ทั้งการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่อาจเอื้อให้เกิดการทุจริต ตลอดจนพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่ สส.พรรคประชาชนและภาคประชาชนเปิดเผยผ่านเวทีต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะมาโดยตลอด
เขากล่าวว่า คำร้องยังครอบคลุมประเด็นที่พรรคพยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนักการเมือง โดยการยื่นต่อ ป.ป.ช. เป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้ และไม่สามารถพุ่งเป้าไปที่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะแต่ละพฤติการณ์มีความเชื่อมโยงกัน โดยเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาว่าจะตั้งคณะไต่สวนหรือไม่
ส่วนกรณีที่ กกต. มี 7 คน และมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า กกต.เสียงข้างน้อยจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต. รายบุคคลใดถูกหรือผิด เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการไต่สวน แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้โปร่งใส แต่กลับมีมติในลักษณะดังกล่าว
“สิ่งที่พวกเราทำคือรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเรื่องนี้ และจะดำเนินการส่งฟ้อง กกต. ต่อหรือไม่”
“หลักฐานเดิม” แต่ชี้มีเหตุอันควรตรวจสอบ
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักฐานส่วนใหญ่ที่นำมายื่นเป็นข้อมูลที่พรรคได้รับและมีอยู่แล้ว แต่การยื่นคำร้องไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องจะต้องมีหลักฐานครบทุกด้านเพื่อชี้ขาดว่า กกต. ผิดหรือถูก เพราะกระบวนการนี้เป็นการยื่นเพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน
เพียงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับพยานหลักฐานทั้งหมด ก็เป็นเหตุอันควรให้ตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่
เมื่อถามถึงความมั่นใจว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวนหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พรรคเรียกร้องคืออย่างน้อย ป.ป.ช. ต้องรับเรื่องและตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกระบวนการของ ป.ป.ช.
เขากล่าวด้วยว่า หากประเมินในทางการเมือง หลายคนอาจวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อยที่ ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน แต่ตนไม่สามารถตอบได้ และมองว่าอีกช่องทางสำคัญคือผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้สมัคร สว. สามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดำเนินการทางกฎหมาย
กระบวนการอาจใช้เวลา แต่พร้อมเดินทุกช่องทาง
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากมีการตั้งคณะไต่สวนและมีการส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนจะส่งต่อไปยังอัยการและศาล กระบวนการอาจต้องใช้เวลา แต่พรรคประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ดังนั้น ช่องทางทางกฎหมายที่เปิดให้ดำเนินการได้คือการยื่นต่อ ป.ป.ช. และพรรคพร้อมใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.
สำหรับแนวทางหลังจากนี้ ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนจะเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน รวมถึงใช้ทั้งช่องทางกฎหมาย การทำงานในสภา และการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
ส่วนกรณีที่พรรคเคยยื่นต่อศาลทุจริตเพื่อเอาผิด กกต. เรื่องการจัดการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม รวมถึงการยื่น ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อการเลือก สว. ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคใช้สิทธิทุกช่องทางที่มี โดยแต่ละช่องทางอาจมีการประเมินแตกต่างกันว่ามีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด แต่ช่องทางที่ดำเนินการไปแล้วก็จะเดินหน้าต่อ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
ไม่ชี้ล่วงหน้า กกต. รายใดผิด รอ ป.ป.ช. ตรวจสอบ
กรณี กกต. 7 คน บางคนอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง บางคนอยู่ในกระบวนการเลือก สว. หรือบางคนเกี่ยวข้องกับทั้งสองเหตุการณ์ และอาจต้องรับผิดมากกว่าหนึ่งกรณีหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ หากตนระบุล่วงหน้าว่าใครต้องถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินล่วงหน้า
“ทุกอย่างอยู่ที่การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
‘พริษฐ์’ เปิด “ช้าง 3 ตัว” ตั้งคำถามมติ กกต.
ด้าน พริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ทั้งการยื่นต่อ ป.ป.ช. การสนับสนุนให้ผู้เสียหายใช้สิทธิฟ้องต่อศาล รวมถึงการติดตามผู้ถูกกล่าวหารายอื่นนอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว
พริษฐ์ระบุว่า หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต.ก็มีหน้าที่ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน พรรคจะใช้กลไกสภาผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรับผิดชอบทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่พบว่าผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งอยู่ใน ครม.
สำหรับสาระสำคัญของคำร้องต่อ ป.ป.ช. พริษฐ์แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นการตั้งคำถามต่อมติ กกต. ซึ่งเปรียบเปรยว่าเป็นการ “มองไม่เห็นช้าง 3 ตัว”
ช้างตัวแรก คือ พรรคเห็นว่ามติ กกต.ไม่ได้สะท้อนภาพการกระทำที่เป็นขบวนการ โดยมีการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 77 คน ทั้งที่พรรคเห็นว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องมากกว่านั้น
ช้างตัวที่สอง คือ พรรคตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวสอดคล้องกับบรรทัดฐานเดิมของ กกต.หรือไม่ โดยนายพริษฐ์ยกกรณีที่ กกต.เคยดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว.จากหลักฐานแชตไลน์ ขณะที่ในกรณีโพยใบสั่งเลือก สว. พรรคเห็นว่าเป็นหลักฐานที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
ช้างตัวที่สาม คือ พรรคตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับนักการเมือง โดยอ้างว่ามีหลักฐานหลายรูปแบบที่พรรคเห็นว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต.ไม่ได้ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อกล่าวอ้างและข้อสังเกตของพรรคประชาชนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป
ตั้งคำถามระเบียบ กกต. – ตรวจคุณสมบัติหละหลวม
สำหรับส่วนที่สองของคำร้อง พริษฐ์กล่าวว่า เป็นการชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ กกต. ก่อนการลงมติ ทั้งการออกระเบียบที่พรรคเห็นว่าเอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งพรรคมองว่าทำให้การจัดทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่พรรคเห็นว่าหละหลวม จนผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มสามารถผ่านเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนได้จำนวนมาก รวมถึงมาตรการป้องกันการทุจริตที่พรรคเห็นว่ายังไม่เพียงพอ การค้นพบโพยใบสั่งในการเลือกระดับประเทศ ระยะเวลาตรวจสอบคดีที่ใช้เวลายาวนาน และข้อพิรุธเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งพริษฐ์ระบุว่ามีข้อเสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ใด
ดันแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระ
พริษฐ์กล่าวว่า พรรคยังเดินหน้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อเพิ่มกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระควบคู่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีร่างที่ยื่นไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2 ฉบับ
ฉบับแรกเกี่ยวกับการคืนสิทธิให้ประชาชนสามารถริเริ่มการถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ส่วนฉบับที่สองเกี่ยวกับการตัดอำนาจหรือดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช.
พริษฐ์กล่าวว่า หากแก้ไขทั้ง 2 ประเด็นได้ จะเพิ่มกลไกที่ประชาชนสามารถใช้ตรวจสอบองค์กรอิสระได้มากขึ้น และได้รับความคืบหน้าว่าในเดือนตุลาคม วิปรัฐบาลได้ประสานว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาพิธีสารที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา จึงเสนอว่าควรบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่วาระด้วย เนื่องจากยื่นไปตั้งแต่เดือนมีนาคมแต่ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระ รวมถึงยังมีร่างของภาคประชาชนที่เสนอแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย
“หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกัน ในการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การประชุมรัฐสภาในเดือนตุลาคมนี้ และหวังว่าจะไม่มีความพยายามปิดกั้น ไม่ให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา”
ฝ่ายค้านสรุปญัตติใกล้จบ คาดอภิปรายไม่ไว้วางใจเดือนตุลาคม
ณัฐพงษ์กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านมีความคืบหน้า และอยู่ในช่วงท้ายของการสรุปกรอบญัตติ โดยต้องนำเนื้อหาของทุกพรรคที่ต้องการอภิปรายมารวมกัน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการลงนาม
หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ คาดว่าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเข้าสู่สภาฯ ในช่วงเดือนตุลาคม
ส่วนการเปิดรับข้อมูลจากประชาชน ณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลที่พรรคมีอยู่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่เปิดช่องทางรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ การประมูลและข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก การเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัท ตลอดจนประเด็นในระบบราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และการทุจริตสอบท้องถิ่น
เขากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้จะพยายามชี้ให้เห็นสิ่งที่พรรคเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะพรรคการเมือง แต่รวมถึงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระและความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนที่สนับสนุนระบบดังกล่าว
ส่วนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายเพิ่มเติมนอกเหนือจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณัฐพงษ์กล่าวว่า จะเปิดเผยพร้อมกันในวันที่ยื่นญัตติ
“เขากระโดง” ยังอยู่ในเรดาร์ แต่ไม่เปิดไพ่ก่อนอภิปราย
สำหรับกรณีเขากระโดง ณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่พรรคจับตามอง และขอให้รอดูในวันอภิปรายจริง เพราะหากเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้จะเท่ากับเป็นการให้การบ้านรัฐบาลล่วงหน้า
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะอภิปรายเรื่องเขากระโดงหรือไม่ ณัฐพงษ์ยังไม่ยืนยัน พร้อมย้ำว่าพรรคพร้อมทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และการไม่เปิดรายละเอียดล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงประเด็นดังกล่าว
ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงข้อวิจารณ์กรณีคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า แม้พรรคประชาชนจะเคยมีส่วนร่วมในการลงมติทางการเมืองที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าผลโหวตในอดีตย่อมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ และมองว่าปัญหาในระดับโครงสร้างยังเกี่ยวข้องกับกติกาตามรัฐธรรมนูญ
เขากล่าวว่า พรรคเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ด้วย โดยมองว่าการแก้ปัญหาการโกงเลือก สว. และการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. และวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างกลไกให้องค์กรอิสระมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นก็เป็นอีกแนวทางที่พรรคเตรียมผลักดันต่อไป




