ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประธานวิปฝ่ายค้าน) แถลงถึงการเตรียมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว. โดยณัฐพงษ์ ระบุว่าจะเดินทางไปยื่นคำร้องด้วยตัวเองในวันที่ 25 กันยายนนี้
มติ 14 ก.ย. ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเห็นว่ามติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) มาตรา 172 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ (พ.ร.บ.กกต.) มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
2 ปมใหญ่ พรรคประชาชนตั้งคำถามมติ กกต.
ณัฐพงษ์ ระบุว่า มี 2 ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนจะนำไปประกอบการร้องเรียน
ประเด็นแรก คือมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน ซึ่งพรรคเห็นว่าสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเฉพาะการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล ทั้งที่พรรคเห็นว่าพฤติการณ์การโกงเลือก สว. มีลักษณะเป็นขบวนการ และอาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ พรรคยังตั้งคำถามต่อการที่ กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐานโพยหรือใบสั่ง ซึ่งฝ่ายค้านและภาคประชาชนเคยเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงการนำการกลับคำให้การของพยานบางรายมาใช้ประกอบการพิจารณา ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการตัดตอนรูปคดีและเอื้อประโยชน์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
ประเด็นที่สอง คือการดำเนินการของ กกต. ก่อนมีมติ โดยพรรคระบุว่าพบข้อพิรุธหลายประการ ทั้งการออกระเบียบที่เอื้อต่อการจัดทำโพย การใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งอาจทำให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น ตลอดจนข้อบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง
ร้อง กกต. ทั้ง 7 คน ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ
เมื่อถามว่าจะร้องเรียน กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ที่อยู่ในข่ายเกี่ยวข้องจะถูกร้องทั้งหมด โดยคำร้องของพรรคเป็นการขอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคมองจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมด โดยสาระสำคัญคือการพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการหรือไม่ เพราะหากนำข้อมูลทั้งหมดมาต่อกันจะเห็นภาพรวมของพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต มากกว่าการพิจารณาแยกเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคล
ส่วนช่องทางอื่นนอกจากการร้อง ป.ป.ช. ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนผู้เสียหาย ซึ่งหมายถึงผู้สมัครหรือ สว. สำรอง ให้ร้องต่อศาลโดยตรง แต่พรรคประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่สามารถใช้ช่องทางดังกล่าว และต้องดำเนินการผ่าน ป.ป.ช.
ไม่รู้คะแนน กกต. รายคน จึงร้องทั้ง 7
พริษฐ์ กล่าวว่า พรรคตัดสินใจร้องเรียน กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากไม่ทราบว่ามติแต่ละครั้ง กกต. แต่ละคนลงคะแนนอย่างไร เพราะ กกต. เปิดเผยเพียงตัวเลขผลการลงมติว่าใครถูกสั่งฟ้องหรือไม่ถูกสั่งฟ้องในข้อกล่าวหาใด แต่ไม่ได้เปิดเผยว่ากรรมการทั้ง 7 คนลงมติอย่างไร
ดังนั้น พรรคจึงร้องเรียนกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน ส่วนใครมีพฤติการณ์เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง
พริษฐ์ ยังเปิดเผยว่า ทีมกฎหมายกำลังพิจารณาฐานความผิดเพิ่มเติมว่า สามารถร้องเรียนการทำหน้าที่ของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้หรือไม่ โดยระบุว่า พ.ร.บ.กกต. มาตรา 69 ครอบคลุมไม่เฉพาะกรรมการ แต่รวมถึงอนุกรรมการด้วย
เปิดปม ‘อนุฯ ชุด 36’ ปมความเห็น “ไม่ฟ้องใคร”
พริษฐ์ กล่าวว่า พรรคทราบว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 มีความเห็นเสียงข้างมาก ซึ่งคาดว่าเป็นสัดส่วน 5 ต่อ 2 ว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว โดยหนึ่งในเสียงข้างมากคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล
พรรคเห็นว่าการเสนอความเห็นดังกล่าวขัดกับหลักกฎหมายและหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การร้องเรียนได้หรือไม่
จับตา ‘ร.ต.อ.ปิยะ’ นั่งอธิบดี DSI
กรณี ครม. มีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่ พริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเคยแสดงความกังวลเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว และมติ ครม. ล่าสุดทำให้พรรคต้องตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
พริษฐ์ กล่าวว่า แม้ กกต. จะมีมติสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดบางส่วนไปยังศาลฎีกาแล้ว 77 คน ซึ่งอาจน้อยกว่าที่พรรคคาดไว้ แต่หลังจากนี้ DSI ต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไป เพราะที่ผ่านมา DSI เคยสอบสวนและสรุปสำนวนเสนอให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน ก่อนอัยการตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าหากพฤติการณ์เป็นการกระทำกันเป็นขบวนการ ไม่ควรสั่งฟ้องเพียง 8 คน และควรสอบสวนเพิ่มเติม
พริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา DSI รอมติจาก กกต. ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อ กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน สั่งฟ้อง 77 คน จึงเป็นประเด็นที่ DSI ต้องเดินหน้าขยายผลต่อ
ห่วงแต่งตั้งคนจากอนุฯ ชุด 36 คุมคดีต่อ
พริษฐ์ ระบุว่า บทบาทของ DSI จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายผลและดำเนินการตามกฎหมายในคดีดังกล่าว จึงเกิดข้อกังวลจากการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI และแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 เข้ามารับตำแหน่ง
พรรคตั้งคำถามว่าการแต่งตั้งดังกล่าวจะทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณต่อผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าจะตรวจสอบต่อไป และเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา
พริษฐ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายยังต้องพิจารณารายละเอียด แต่ในเชิงการเมือง การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสม เนื่องจาก ร.ต.อ.ปิยะ เคยเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากของอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งมีความเห็นว่าการเลือก สว. ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว
พริษฐ์ ระบุว่า ความเห็นดังกล่าวแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 และขัดกับความเห็นของเลขาธิการ กกต. รวมถึงมติ กกต. ที่สั่งฟ้อง 77 คน
“ดังนั้นการตั้งคนที่เคยมีประวัติออกความเห็นเช่นนี้ มาคุม DSI ในห้วงเวลาที่ DSI จะมีบทบาทสำคัญมากในการขยายผลและอำนวยความยุติธรรมให้กับคดีนี้ผมคิดว่าก็เป็นคำถามใหญ่ๆถึงความเหมาะสมว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อรัฐบาลหรือไม่และในฐานะฝ่ายค้านก็เป็นมุมหนึ่งที่เราจะเดินหน้าในการตรวจสอบแน่นอน”
กมธ.องค์กรอิสระจ่อเรียก กกต.-DSI-อัยการ แจง
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อ กกต. ยืนยันว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น DSI จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เดินหน้าตรวจสอบต่อ โดยคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระมีมติบรรจุเรื่องนี้เป็นหนึ่งในระเบียบวาระการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญตัวแทน กกต. DSI และอัยการ มาสอบถามและตรวจสอบเพิ่มเติม
พรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือเอื้อประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาล
‘รังสิมันต์’ หวั่น DSI กลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง”
ด้าน รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณี ครม. แต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ เป็นอธิบดี DSI คนใหม่ว่า เป็นเรื่องที่ตนกังวลเช่นเดียวกัน และไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้ เพราะยังมีสถานการณ์ลักษณะคล้ายกันอีกหลายเรื่อง
“ดังนั้น ผมเป็นห่วงจริง ๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ในเวลานี้ คือคนทำงานจะไม่ได้ดี ส่วนคนที่ช่วยเหลือระบอบน้ำเงิน ที่เรียกว่าทำให้บางคนรอดพ้นจากคุกไปได้อาจกลายเป็นคนที่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยในระบบราชการ”
รังสิมันต์ ยกกรณีการสอบท้องถิ่นขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยกล่าวว่า หากต้องการสอบเข้าราชการ การเรียนจบและประสบความสำเร็จในการเรียนอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีเงินหรือเส้นสายด้วย พร้อมระบุว่าไม่ทราบว่าผู้เกี่ยวข้องมีส่วนช่วย “ระบอบน้ำเงิน” มากน้อยเพียงใด แต่เห็นว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และ ร.ต.อ.ปิยะ ก็มีส่วนอยู่ในคณะดังกล่าว
รังสิมันต์ ตั้งคำถามว่า หากระบบราชการเดินไปถึงจุดที่ผู้ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต้องเอียงเข้าหาผู้มีอำนาจ แม้กระบวนการยุติธรรมจะได้รับผลกระทบ ประเทศจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร พร้อมเรียกร้องให้ระบบราชการยึดคุณงามความดีและความสามารถเป็นหลัก
เตือน 2 ทาง หาก DSI ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
รังสิมันต์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านพร้อมทำงานร่วมกับข้าราชการที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และไม่ต้องการให้การใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติ
ส่วนความกังวลต่อคดีอื่นที่อยู่ในมือ DSI รังสิมันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มั่นใจว่า DSI จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยเห็นว่าการปราบปรามอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ควรทำบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน แต่สิ่งที่กังวลคือ DSI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองใน 2 ลักษณะ คือ ช่วยเหลืออาชญากรตัวจริง และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการทำให้ประเทศเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง




