การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ในฐานะแขกของรัฐบาล ซึ่งได้รับการต้อนรับจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองทันที
หลังแกนนำพรรคประชาชนออกมาตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเมียนมา ทั้งในมิติการแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ปัญหามลพิษข้ามแดน ตลอดจนความเหมาะสมของการให้การต้อนรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา
‘รังสิมันต์’ ชี้คุยรัฐบาลทหารเรื่องแม่น้ำกก “ทำไปก็ไลฟ์บอย”
รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อหารือปัญหาชายแดนและสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกว่า การแก้ปัญหาควรแยกเป็นแต่ละประเด็น โดยเฉพาะกรณีสารพิษในแม่น้ำกก ซึ่งต้นตอของปัญหาอยู่ที่กองกำลังว้า ไม่ใช่รัฐบาลทหารเมียนมา
รังสิมันต์กล่าวว่า บุคคลที่มาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการยืนยันตรงกันว่า การเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมาในเรื่องนี้ “ทำไปก็ไลฟ์บอย” เพราะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาไม่มีอำนาจสั่งการกองกำลังว้าได้
เขาระบุว่า แม้ทุกฝ่ายจะรับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กลับยังเดินหน้าพูดคุยกับรัฐบาลทหารเมียนมาต่อไป พร้อมตั้งคำถามว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำคือกำหนดมาตรการต่อกองกำลังว้าอย่างไร เพราะกลุ่มดังกล่าวเชื่อมโยงกับปัญหาหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และล่าสุดคือสารพิษจากการทำเหมือง
หวั่นไทยตกเป็นเวทีสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา
รังสิมันต์มองว่า หากการเจรจาไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอาจเหลือเพียง "การแสดง" และสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา ทั้งยังตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธการปฏิบัติตาม ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ประเทศไทยจะกำหนดท่าทีอย่างไรต่อไป
ในประเด็นเดียวกัน อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ประเทศไทยควรแสดงจุดยืนในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเมียนมายังคงเผชิญวิกฤตการเมืองและสงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหาร พร้อมเห็นว่า การเดินสายพบผู้นำประเทศเพื่อนบ้านของ มิน อ่อง หล่าย มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร ซึ่งไทยต้องดำเนินความสัมพันธ์อย่างรอบคอบและไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว
อนุสรณ์ยังระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาไม่เพียงไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่ยังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง จึงรู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไทยเลือกให้การต้อนรับผู้นำเมียนมา โดยเห็นว่าประเทศไทยควรมีท่าทีทางการทูตที่มียุทธศาสตร์และสะท้อนจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้
โยง “วิกฤตเมียนมา” สู่ผลกระทบที่ไทยต้องแบกรับ
อนุสรณ์มองว่า ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในแม่น้ำกก มลพิษข้ามพรมแดน การสู้รบตามแนวชายแดน การละเมิดอธิปไตยของไทย ปัญหาสแกมเมอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ล้วนมีรากเหง้ามาจากความไร้เสถียรภาพภายในเมียนมา
เขาจึงเสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้กำหนดเงื่อนไขและกรอบเวลาที่ชัดเจนในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงผลักดันบทบาทของไทยในการสร้างสันติภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค
อย่าให้เหลือแค่ภาพจับมือ ต้องใช้โต๊ะเจรจาแก้ปัญหาจริง
ด้าน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า การเดินทางเยือนไทยของ มิน อ่อง หล่าย ไม่ควรเป็นเพียงพิธีการหรือการจับมือถ่ายภาพ แต่ต้องใช้โอกาสนี้ผลักดันการแก้ปัญหามลพิษข้ามแดน ทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำจากการทำเหมือง ซึ่งประชาชนไทยได้รับผลกระทบโดยตรง
ภัทรพงษ์ระบุว่า ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลไทยเจรจาเพื่อจัดการ “ต้นตอ” ของปัญหา มากกว่าการติดตามผลกระทบที่ปลายเหตุ
เสนอชุดมาตรการ ใช้เวทีเจรจาให้เกิดผลลัพธ์
ภัทรพงษ์เสนอให้รัฐบาลผลักดัน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำและผลตรวจสารพิษต่อสาธารณะ การกำหนดมาตรการ “หยุดสารพิษ” ตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการควบคุมเหมือง แร่ และสารเคมี รวมถึงกำหนดกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้
ขณะที่อนุสรณ์เสนอให้รัฐบาลและรัฐสภาดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ทั้งการประกาศจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน การหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่อาจสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา การจัดตั้งกลไกความร่วมมือเพื่อผลักดันสันติภาพในเมียนมา การใช้การเจรจาแก้ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ และมลพิษข้ามแดน ตลอดจนจัดตั้งคณะทำงานด้านการทูตเพื่อประสานกับกลุ่มชาติพันธุ์ และผลักดันเครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แม้ รังสิมันต์ โรม, ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ และ อนุสรณ์ ธรรมใจ จะให้น้ำหนักคนละมิติ ทั้งด้านความมั่นคง สิ่งแวดล้อม การทูต และสิทธิมนุษยชน แต่ข้อวิจารณ์ทั้งหมดบรรจบอยู่ที่คำถามเดียวกัน คือ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ ‘มิน อ่อง หล่าย’ หากการหารือไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ทั้งสารพิษในแม่น้ำกก มลพิษข้ามแดน ปัญหาชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และวิกฤตมนุษยธรรมในเมียนมา การเยือนครั้งนี้ก็อาจถูกจดจำในฐานะเวทีทางการทูตที่ให้ “ภาพ” มากกว่า “ผลลัพธ์”
และยิ่งตอกย้ำคำถามว่ารัฐบาลไทยกำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศบนฐานผลประโยชน์ของประเทศ หรือกำลังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลทหารเมียนมาได้รับความชอบธรรมบนเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น




