พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’ ว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การฝันให้ใหญ่ สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งความฝันใหญ่ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ คือ การผลักดันการเมืองท้องถิ่นให้ก้าวหน้า ผลักดันวาระเมืองและการกระจายอำนาจ แต่เสียงจากพ่อค้าแม่ขาย ที่นอกจากขายของไม่ดีเนื่องจากเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังมีปัญหา ‘ส่วยเทศกิจ’

ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าอยากได้การเปลี่ยนแปลงระดับเขต การเมืองที่โปร่งใส ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ การเมืองในสนามกรุงเทพมหานครที่เกิดปัญหา เพราะตัวแทนระดับเขตยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขต ที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลการทำงานของแต่ละฝ่าย หากผู้อำนวยการเขตไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน จะมีคนที่ตั้งใจสอดส่องปัญหาเหล่านี้จริงหรือไม่ เราต้องยอมรับว่าการไต่เต้าในระบบราชการมีอยู่ทุกที่ ต้องมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ก็มาจากส่วยที่รีดไถประชาชน มันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องโจมตีใคร
“เป็นเรื่องผิดที่มันเป็นเรื่องปกติที่อยู่ในสังคมไทยคำถามดัง ๆ คือ คนไทยต้องการแบบนี้ใช่หรือไม่ คนกรุงเทพฯ ต้องการแบบนี้จริง ๆ หรือไม่ หากต้องการอยากเปลี่ยน นี่คือโอกาส”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่าการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ไม่อยากให้ไปเลือกด้วยความรู้สึกที่ว่าจะเลือกพ่อเมืองคนต่อไปเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ลำพังพ่อเมืองอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครไม่ได้ พ่อเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ ได้แก่
1. มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน อาสาเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
2. มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมเข้ามาทำงานตั้งแต่วันแรก หลังได้รับตำแหน่ง
3. มี ส.ก.ในมือ เพื่อผลักดันวาระที่ก้าวหน้าผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า แถมโบนัสคือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ พรรคประชาชนไม่ได้มีแค่ 3 คุณสมบัติ แต่มีเพื่อน สส.อีก 119 คนที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีหลักคิด 4 ประการในการบริหารเมือง ประกอบด้วย
1. ต้องการการเมืองในระดับประเทศที่โปร่งใส
2. ต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย
3. ต้องการระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ
4. ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชน

จากนั้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’ โดยเริ่มจากเรื่องประสิทธิภาพการระบายน้ำในกรุงเทพมหานคร ได้นำการลอกท่อในต่างประเทศมาเปรียบเทียบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้แรงดันน้ำ (water jet) ในการลอกท่อ แต่ของประเทศไทยใช้ ‘คน’ ในการลอกท่อ ทั้งนี้ พบว่า เมื่อจับเวลาทุกขั้นตอนเปรียบเทียบระหว่างการใช้ ‘คน’ กับ ‘เครื่องจักร’ ในการลอกท่อแล้ว เครื่องจักรทำงานได้คุณภาพมากกว่า เร็วกว่า ใช้คนน้อยกว่า แต่มีราคาสูงกว่า นอกจากนี้ ยังควรเก็บข้อมูลเพื่อการใช้งบประมาณอย่างตรงจุดว่า ท่อตรงไหนตัน ท่อตรงไหนไม่ตัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคนหรือเครื่องจักรก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ดังนั้น การควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ทำงานร่วมกับเอกชน พัฒนาศักยภาพการให้บริการ ซึ่งถ้าหากไม่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่ก้าวหน้า เวลาเราบอกถึงการเปลี่ยนแปลงก็คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ พวกนี้ แต่เมื่อเราทำจนเป็นมาตรฐานใหม่ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม เพื่อจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้ เป็นไปได้ จึงขอให้ประชาชนเปิดประตูให้กับ ‘ดร.โจ’ และผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาชน

“การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องใกล้ตัว หลายเรื่องไม่ใช่การเมืองระดับชาติ ท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ นายกฯ ก็แก้ให้คุณไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือ ผู้ว่าฯ กทม. เวลาเราบอกถึงการเปลี่ยนแปลงก็คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ พวกนี้ แต่เมื่อเราทำจนเป็นมาตรฐานใหม่ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม เราต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างของเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ 28 มิถุนายนนี้ เปิดประตูให้พวกเราไปทำงาน เรายังเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้ เป็นไปได้”
— ธนาธร กล่าว
ตามด้วย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารพรรคประชาชน, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. และ อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางกอกน้อย กล่าวในหัวข้อ ‘เพิ่มประสิทธิภาพราชการ กทม. ยกระดับสภากรุงเทพ’ โดยเห็นว่า อยากให้เอกสารงบประมาณ AI สามารถมาช่วยอ่านได้ เพราะ AI สามารถตรวจสอบในเรื่องของราคาได้ นอกจากนี้ ขั้นตอนการประมูลก็ยังสามารถใช้ AI ในการตรวจสอบได้

ทั้งนี้ หากเป็น ส.ก.ของพรรคประชาชน อยากเสนอให้สามารถไลฟ์สดขณะประชุมพิจารณางบประมาณได้ ไม่ใช่แค่ให้ติดตามแบบเรียลไทม์ แต่บีบให้คนพิจารณามีความรับผิดชอบมากขึ้น โครงการต่างๆ จะต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ผู้รับเหมา กระบวนการพิจารณางบประมาณต้องโปร่งใสทุกอย่าง เรื่องการปรับลดงบประมาณจะเป็นไปตามเนื้อผ้า ไม่ล็อกเป้า

ปิดท้ายด้วย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดวิสัยทัศน์ ‘ปักหมุด 100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน’ ฉายภาพอนาคตของกรุงเทพฯ ในแบบที่ประชาชนเห็นผลลัพธ์ได้จริงตั้งแต่วันแรกของการบริหารว่า ในวันแรกจะแจ้ง สปสช.เสนอเปิดโควตาให้ ศบส.กทม. รับดูแลสิทธิ์บัตรทองเพิ่มเป็น 1,000,000 คนจาก 800,000 คน พร้อมหารือเพื่อแก้ปัญหาใบส่งตัวหาหมอสิทธิ์บัตรทอง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์แรกจะอนุมัติให้บริการรถรับส่งผู้ป่วย เพิ่ม 3 เท่า หรือ 180,000 รอบต่อปี พร้อมเผยระบบ BKK RED FLAG AI ตรวจสอบโครงการพิรุธ ป้องกัน ทุจริตงบประมาณ กทม. ขณะเดียวกัน ภายใน 1 เดือน จะยกเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น เจรจาจ่ายชดเชยเอกชนนำขยะไปฝังกลบระหว่างก่อสร้างโรงขยะใหม่แบบระบบเปิด

ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ภายใน 6 เดือน จะกระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อยด้วยหวยใบเสร็จ SMEs Ver.กรุงเทพฯ ซื้อของรายย่อยลุ้นชิงโชคของรางวัลรวมมูลค่า 10 ล้านบาทต่อเดือน และทำให้คนกรุงเทพฯ มีโอกาสทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น มีศูนย์ Reskill กรุงเทพฯ ชวนนายจ้างให้พื้นที่โรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. เพิ่มทักษะและหาคนทำงาน ตลอดจนผลักดันขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (LEZ) ครอบคลุมปริมณฑล รถบรรทุกต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกปี และผ่านข้อบัญญัติความปลอดภัยประชาชน รวมถึงสภาและงบประมาณต้องโปร่งใส

ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ภายใน 1 ปี จะลอกท่อ 100% พร้อมเปิดเผยผังลอกท่อประจำปี และจะปรับปรุงศูนย์เด็กเล็ก 2 ล้านบาทต่อศูนย์ โดยรับดูแลถึง 6 โมงเย็น นอกจากนี้ ตั้งเป้าเพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง 2,500 ตำแหน่ง ดูแลฟรีถึงบ้าน 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมเพิ่มจุดผ่อนผัน เพิ่มพื้นที่ค้าชายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มพื้นที่ Food Court ราคาถูก 25 เขต ขณะเทศกิจตรวจ ต้องติด Bodycam รวมทั้งเพิ่มงบพัฒนาย่าน 10 เท่าเป็น 500 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มสายเรือเมล์ 10 เส้นทาง ฟื้นฟูเรือเมล์ 3 คลองที่ถูกยกเลิกไป โดยยืนยันว่า จะใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาจบ




