เมื่อเส้นตายของ กกต. ขยับใกล้เข้ามา ปมคดีฮั้ว สว.ก็ถูกเปิดออกอีกครั้งบนเวทีผู้นำฝ่ายค้าน คราวนี้ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครเกี่ยวข้อง” แต่ยังมีคำถามใหญ่กว่านั้นว่า หลักฐานที่ถูกวางเรียงต่อกันมาตลอดหลายเดือน เมื่อประกอบเป็นภาพเดียวกันแล้ว จะหนักแน่นพอให้กระบวนการเดินไปถึงศาลหรือไม่
หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตาจากงานเสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ คือการเปิดข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ “คดีฮั้ว สว.” โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาหลักฐานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังประกาศเตรียมมีมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยพริษฐ์ ยืนยันว่าจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลต่อไปจนถึงวันสุดท้าย
ตั้งคำถาม กกต. ต้องเห็นหลักฐานชัดแค่ไหนถึงสั่งฟ้อง?
พริษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มีรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ 21 คน จึงมีข้อกังวลจากคำสัมภาษณ์ของแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งพริษฐ์มองว่าอาจสะท้อนแนวทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงการสั่งฟ้องนักการเมืองกลุ่มดังกล่าว
พริษฐ์จึงตั้งคำถามว่า หลักฐานจะต้องมีความชัดเจนถึงระดับใด กกต. จึงจะมีคำสั่งฟ้อง และจำเป็นต้องมีหลักฐานอย่างสลิปการโอนเงินหรือไม่ โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนั้น เพราะกระบวนการของ กกต. ไม่ใช่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลที่จะต้องชี้ว่าบุคคลใดผิดหรือไม่ผิดอย่างแน่นอน
เขาระบุว่า ในขั้นตอนของ กกต. หลักฐานควรอยู่ในระดับที่ “อันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” และไม่ควรนำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีต กกต. เคยส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาโดยอาศัยเพียงข้อความในไลน์ไม่กี่ข้อความ
“ถามว่าหลักฐานที่เราเปิดกันมาตั้งแต่เวทีแรกๆ วันนี้ยังไม่เพียงพอจริงหรือ”
— พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานที่นำเสนอมาไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียว แต่เป็น “จิ๊กซอว์” หลายส่วนที่ต้องนำมาประกอบกัน ทั้งโพยใบสั่ง ผลคะแนน เส้นเงิน และประวัติการโทรศัพท์ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น และในมุมมองของเขาเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าขบวนการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 คนมีอยู่จริง
เปิดข้อมูล ‘นภินทร’ ตั้งข้อสงสัย 2 สว. โผล่กระทรวงพาณิชย์
พริษฐ์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองที่ถูกกล่าวหา โดยเริ่มจากนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากวันที่ 28 ส.ค. ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในรายการโทรทัศน์ และในช่วงบ่าย นภินทรได้ออกมาแถลงข่าว
พริษฐ์ระบุว่า เพื่อความเป็นธรรม ข้อมูลจากการพูดคุยมีทั้งประเด็นที่ตรงกันและได้ข้อยุติ รวมถึงประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่มีบางส่วนจากการให้สัมภาษณ์ของนภินทรที่ทำให้เกิดข้อสงสัยและต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีการรวมตัวของบุคคลมากกว่า 10 คนในห้องทำงานของรัฐมนตรี
พริษฐ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้สอบถามนภินทรว่ารู้จักกับบุคคลที่ได้รับเลือกเป็น สว. ใน จ.ราชบุรีหรือไม่ โดยนภินทรยอมรับว่ารู้จัก 2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมใน อ.บ้านโป่ง อีกคนช่วยเหลือเกี่ยวกับเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดนภินทรจึงไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ารู้จักบุคคลทั้งสองในลักษณะใด โดยเฉพาะสัมพันธ์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของตลาดศรีเมือง ซึ่งพริษฐ์ระบุว่านภินทรเป็นเจ้าของ จึงมองว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
นอกจากนี้ พริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่เคยสอบถามว่า มีผู้สมัคร สว. รายใดอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของรัฐมนตรีหรือไม่ โดยนภินทรตอบว่า กระทรวงพาณิชย์มีคนเข้ามา 4,000-5,000 คน และตั้งคำถามว่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับตน
แต่เมื่อพริษฐ์นำข้อมูลไปตรวจสอบเพิ่มเติม พบข้อมูลว่าบุคคลที่ปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเดียวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แก่ สว.ภาวนา จ.ราชบุรี ซึ่งนภินทรยอมรับว่ารู้จัก และ สว.วราภัสร์ จ.เพชรบุรี ซึ่งพริษฐ์ระบุว่าปรากฏชื่อในโพยใบสั่งแทบทุกใบ พร้อมตั้งคำถามถึง สว.ทั้งสองรายว่า ในวันดังกล่าวเดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ด้วยเหตุใด
พริษฐ์ย้ำว่า การนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยไม่ได้หมายความว่าต้องการชี้ว่าบุคคลใดถูกหรือผิด แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เมื่อนำหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกันแล้ว มีข้อมูลที่อยู่ในระดับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต”
พิกัดโทรศัพท์ 40 สว. โผล่ ‘พูลแมน’ วันเดียวกัน
อีกข้อมูลหนึ่งที่พริษฐ์เปิดเผยเกี่ยวข้องกับโรงแรมพูลแมน ซึ่งเดิมต้องการนำข้อมูลไปเปิดเผยที่โรงแรมดังกล่าว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่จัดงาน จึงนำข้อมูลมาเปิดเผยบนเวทีแทน
พริษฐ์ระบุว่า หนึ่งในข้อมูลที่ได้รับมาเกี่ยวข้องกับพิกัดโทรศัพท์ ซึ่งสามารถระบุได้ว่าการโทรเข้าและโทรออกของบุคคลนั้นเกิดขึ้นในบริเวณใด โดยมีข้อมูลว่า สว.จำนวน 40 คน ปรากฏพิกัดโทรศัพท์อยู่บริเวณโรงแรมพูลแมนในวันที่ 21 ก.ค. 2567
พริษฐ์ระบุว่า รายชื่อทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งฟ้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลลักษณะนี้น่าจะอยู่ในมือของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
เขาย้ำว่า เมื่อหลักฐานแต่ละชิ้นถูกนำมาประกอบกัน ทั้งโพย ผลคะแนน เส้นทางการเงิน ประวัติการโทรศัพท์ และพิกัดสถานที่ ย่อมทำให้เห็นภาพรวมของกระบวนการได้ชัดเจนขึ้น และตั้งคำถามว่ากระบวนการโกง สว. มีอยู่จริงหรือไม่
พริษฐ์เชื่อว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลักฐานดังกล่าวอยู่ในมือ ก็เพียงพอที่จะทำให้ กกต. ตัดสินใจสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปยังศาล เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินต่อไป
เปิดเครือข่าย 4 สว.อุทัยธานี เชื่อม ‘เจเศรษฐ์–ชาดา’
ด้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลอีกส่วน โดยกล่าวถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่าง สว.อุทัยธานี กับเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย หลังจากตรวจสอบข้อมูลทั้งในส่วนของผู้ช่วย ประวัติการทำงาน และประวัติการโทรศัพท์
พนิดาระบุถึง สว.อุทัยธานี 4 คน เริ่มจากอลงกต วรกี สว. และอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งพบประวัติการโทรศัพท์กับเจเศรษฐ์ 31 ครั้ง และโทรศัพท์กับชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย 3 ครั้ง
พนิดาย้ำว่า การปรากฏประวัติการโทรศัพท์ระหว่างช่วงการเลือก สว. ไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด แต่สะท้อนให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ และตั้งคำถามถึงบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ เช่น รัฐมนตรี
นอกจากนี้ ยังระบุว่า อลงกตมีอดีตผู้ช่วยดำเนินการซึ่งปรากฏข้อมูลว่ามีความสนิทสนมกับคณะทำงานของเจเศรษฐ์
สำหรับ สว.อีกคนคือ สุทนต์ พบประวัติการโทรศัพท์กับเจเศรษฐ์ 7 ครั้ง และอีก 1 ครั้งกับชาดา นอกจากนี้ยังมีประวัติเป็นเพื่อนร่วมรุ่นหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับชาดา
ส่วน สว.สายฝน พนิดาระบุว่า มีผู้ชำนาญการที่คาดว่าเป็นเพื่อนกับบุคคลซึ่งลงสมัคร สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย โดยบุคคลดังกล่าวเคยโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กในลักษณะว่า “ไม่เชียร์เพื่อนจะเชียร์ใคร” และก่อนที่จะได้รับเลือกเป็น สส. เคยเป็นคณะทำงานผู้ชำนาญการของเจเศรษฐ์ ขณะเดียวกันยังพบประวัติการโทรศัพท์ระหว่างสายฝนกับเจเศรษฐ์ 1 ครั้ง
ส่วน สว.วันชัย แม้ไม่พบประวัติการโทรศัพท์กับเจเศรษฐ์ แต่พนิดาระบุว่า อดีตผู้เชี่ยวชาญของวันชัยเคยเป็นคณะทำงานของเจเศรษฐ์มาก่อน
อ้างข้อมูล ‘คลองสวนพลู’ แจกเงินคนละ 2 หมื่น
พนิดากล่าวต่อว่า ในเอกสารบางชิ้นยังพบรายชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกเป็น สว. ใน จ.อุทัยธานี รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเคยไปร่วมอยู่ในสถานที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสถานที่จัดทำโพยที่คลองสวนพลู รีสอร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ
พนิดาระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าของสถานที่ดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีและกลุ่มการเมืองของพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ พนิดายังอ้างถึงคำให้การของพยานบางรายว่า อลงกตได้กล่าวในงานดังกล่าวระหว่างการจัดทำโพยว่า “เรามารวมตัวกันจะมีคนผิดหวัง และสมหวัง หากผู้ใดผิดหวังจะหาตำแหน่งให้ และจะมีทีมงานมาดำเนินการว่าเราจะดำเนินการอย่างไร ขอให้เราเชื่อ”
พนิดาระบุอีกว่า ยังมีข้อมูลว่าหลังการประชุมจัดทำโพย มีการแจกเงินสดให้ผู้เข้าร่วมคนละ 20,000 บาท พร้อมแจ้งว่าหากผลคะแนนเป็นไปตามโพย จะได้รับเงินเพิ่มอีก 80,000 บาท และหากสามารถทำให้มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว.เกิน 120 คน จะได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 100,000 บาท
จาก “จิ๊กซอว์” สู่คำถามใหญ่ ก่อน กกต.ชี้ขาด
การเปิดข้อมูลของพริษฐ์และพนิดาครั้งนี้ จึงมุ่งไปที่การนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน ตั้งแต่โพยใบสั่ง ผลคะแนน เส้นทางการเงิน ประวัติการโทรศัพท์ พิกัดสถานที่ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อเสนอภาพรวมของสิ่งที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อสังเกตจากฝ่ายผู้เปิดเผยข้อมูล โดยพริษฐ์และพนิดาต่างย้ำว่า การปรากฏชื่อ การมีประวัติการติดต่อ หรือการพบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด
ขณะที่ กกต.กำหนดวันที่ 14 ก.ย.นี้ เป็นวันที่จะมีมติชี้ขาดว่าจะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ทำให้ข้อมูลและหลักฐานที่ถูกเปิดเผยในเวทีดังกล่าวกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อกระบวนการพิจารณา โดยโจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่ว่า หลักฐานที่มีอยู่จะเพียงพอในระดับที่ กกต.เห็นว่า “อันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” และนำไปสู่การสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่




