ที่รัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย ว่า มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว แล้ววันนี้ก็ได้เชิญตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านด้วย และยังไม่ได้มีการแต่งตั้ง ตัวแทนวิปฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ต้องรอพูดคุยกันก่อนและตัวเองก็ได้เชิญชวนพรรคเพื่อไทยว่า 4 เดือนที่เหลือ ครม. ที่มีเวลาไม่มาก ครม.คงไม่ยื่นร่างกฎหมายเข้ามา
ดังนั้น 4 เดือนที่เหลือจะเป็นเวลาที่สำคัญ นับถอยหลังจากวันแถลงนโยบาย คาดว่าอาจจะเป็นปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ร่างของสส.จะได้รับการพิจารณา จึงชวนเพื่อไทยว่าอยากจะผลักดันร่างใหม่ให้จบ ภายใน 4 เดือนนี้ก็อยากจะให้ร่วม พูดคุยกันให้ชัดเจน
“ยังมีหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเห็นตรงกัน และขณะนี้ฝ่ายค้านคุมเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นร่างกฎหมายใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เพราะเสียงข้างมากในสภาจะเห็นชอบกับกฎหมายนั้น ถึงเชิญชวนให้มาผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์และกฎหมายที่เป็นนโยบาย ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ให้สำเร็จ”
— ปกรณ์ วุฒิกล่าว
ปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวถึง ปัญหาองค์ประชุมที่ขณะนี้ฝ่ายค้านจะต้องเป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาเวลาเรานับองค์ประชุม ต้องดูว่าวาระนั้นเป็นวาระอะไร ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านสลับสับเปลี่ยนหน้ากันมาเยอะ หลักการที่ตนพูดกับพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเดิม หากร่างกฎหมายใด หรือวาระใดที่พรรคประชาชนเห็นด้วย พรรคประชาชนพร้อมเป็นองค์ประชุมให้เสมอ แต่หากเรื่องใดที่ทาง ครม. เสนอมาแล้วเราไม่ได้เห็นด้วย ร่างบางร่างเสนอมาอย่างเร่งรีบ ร่างบางร่างเสนอมาอย่างไม่รอบคอบ
ชวนเสนอกฎหมายที่อยากผลักดันในช่วง 4 เดือน เหตุฝ่ายค้านคุมเสียงข้างมาก
จึงมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของฝั่งรัฐบาลที่เสนอกฎหมายมา ที่จะต้องรักษาองค์ประชุม ซึ่งถ้าหากเป็นร่างของพรรคประชาชนเราไม่นับองค์ประชุมแน่นอน และหลังจากนี้คงจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่สส.เสนอเข้ามาเท่านั้น และก่อนที่จะเสนอร่างเข้ามาในระเบียบวาระก็คงมีการพูดคุยกันมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นร่างของพรรคเพื่อไทยเราพร้อมที่จะพูดคุยให้สภาบรรจุวาระและคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยขอนับองค์ประชุมในขณะที่พิจารณาร่างของพรรคเพื่อไทยอยู่
“การแบกองค์ประชุมต้องดูว่า วาระอะไร และหลังจากนี้คงไม่มีร่างของ ครม.เข้ามาอีก ดังนั้นเรื่องหน้าที่ขององค์ประชุมของเจ้าของวาระ คงจะไม่เกิดขึ้น ที่เหลือร่างของสส. ที่เสนอเข้ามาก็เป็นหน้าที่ของสส. ทั้งสภาอย่างน้อยๆ ก็พรรคที่เห็นด้วยกับวาระนั้นๆ ก็ควรจะต้องอยู่เป็นองค์ประชุม”
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว
ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหาก อีก 1 เดือนข้างหน้าพรรคเพื่อไทยมีการเสนอขึ้นมา นั้นนายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของสมาชิกอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้มีการพูดคุยกันก่อน อยากให้พิจารณาดูดีๆ อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากที่รัฐบาลได้ทำงานแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการขยับไปข้างหน้า ก็ต้องมาคุยกันว่า ควรจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย
“ส่วนของพรรคประชาชนเองเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่ทำกับพรรคภูมิใจไทยว่าเราจำเป็นจะต้องประคอง หากหลักฐานข้อมูลที่มีการอภิปรายมีความหนักแน่นและมีความชัดเจน เราก็พร้อมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ไม่ว่าคนใดก็ตาม ถ้าถึงเวลาที่สุกงอมแล้วเหมาะสมจริงๆ พรรคประชาชนเองก็พร้อมที่จะยื่นบางรายชื่อที่เราไม่ไว้วางใจ ในครม.ชุดนี้เช่นกัน”
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว
ไม่เห็นด้วย ‘ศาลรธน.’ ตัดสินเรื่องความซื่อสัตย์ งง ‘เพื่อไทย’ ปลุกคำร้องตีความ MOA ขึ้นมาใหม่ ดักทางก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นเหยื่อมา 2 ครั้ง คงไม่ใช้อาวุธที่ตัวเองโดนประหารมาแทงคนอื่น
ส่วนกรณีที่ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดึงคำร้องกรณี สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พ้นสมาชิกภาพ สส. ปมทำ MOA แลกโหวตนายกรัฐมนตรี กลับแก้ไขรายชื่อและเนื้อหาสาระ ว่า ได้รับทราบมาว่าพรรคเพื่อไทยขอดึงกลับไปแก้ไขเนื้อหา ซึ่งท้ายที่สุดตนไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นคำร้องกลับมาอีกครั้งหรือไม่ คงต้องไปถามพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
แต่พรรคประชาชนยืนยันหลักการตลอดว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ว่าผิดมาตรฐานจริยธรรม เราไม่เห็นด้วย เพราะสิ่งนี้เป็นแล้วแต่ใครจะตีความ เราไปปล่อยให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนมาชี้ตรงนี้ ว่าใครผิดหรือไม่ผิด และคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ และตนก็เห็นว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่าท่านไม่เห็นด้วย ฉะนั้น ก็ต้องรอดู
“ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทย ยืนหลักเดียวกันกับพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยก็เป็นเหยื่อกรณีเช่นนี้มาอย่างน้อย 2 ครั้งแล้ว ฉะนั้น จึงคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ใช้อาวุธที่ตัวเองโดนประหัตประหารมาใช้กับคนอื่นเอง ยังคาดหวังว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และทำงานในสภาฯ ช่วงเวลาที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ”
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว
รับระยะเวลาสั้น 4 เดือน ‘ครม.อนุทิน’ หวัง ‘รมต.คนนอก’ แก้ปัญหาได้ดีที่สุด
ส่วนหน้าตาของโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ที่มีชื่อคนนอกเข้ามาร่วมด้วย กับระยะเวลา 4 เดือนที่ต้องทำงานหลังจากนี้มองอย่างไรบ้าง ปกรณ์วุฒิ มองว่า 4 เดือนคงเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องยอมรับว่าเป็นระยะเวลาที่ไม่มาก
ส่วนรัฐมนตรีคนนอก ได้เห็นรายชื่อคร่าวๆแล้ว คงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์และเห็นบวกเห็นลบอย่างไร แค่คาดหวังว่าให้แก้ไขปัญหาระยะสั้นได้อย่างดีที่สุด เช่น เรื่องภาษีทรัมป์ สถานการณ์ชายแดนที่ควรทำให้สงบโดยเร็ว เป็นระยะเวลาที่สั้นและเป็นวิจารณญาณของพรรคภูมิใจไทย รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เราจบข้อตกลงตั้งแต่โหวตเลือกนายกฯ ที่เหลือเป็นอำนาจของนายอนุทิน ในการจัดการรัฐบาล




