‘พท.’ ให้ ‘พิธา’ โหวตรอบ 2 ถ้าวืดอีกต้องเปลี่ยนแปลง!

16 ก.ค. 2566 - 10:47

  • ‘ภูมิธรรม’ เผย ‘ก้าวไกล’ ขอทดลองโหวตนายกฯ รอบ 2

  • เชื่อ ‘พิธา’ พูดเปิดโอกาส ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำหวังให้ประชาชนเห็นว่ายังสู้

  • ชี้ฟอร์มรัฐบาลสำคัญกว่าแก้ ม.272 ห่วงฝ่ายเสียงข้างน้อยลงแข่งบวก 250 ส.ว.ชนะแน่

Pheu_Thai_lets_Pita_vote_for_the_round_2_of_prime_minister_if_not_must_change_SPACEBAR_Thumbnail_25d24a947f.jpeg
ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากโหวตนายกฯ รอบสองไม่ผ่าน จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดตั้งรัฐบาล ว่า ที่พูดมามีประเด็นแก้ไข ม. 272 เป็นประเด็นที่ได้มีการพูดคุยกันในการประชุมพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 

“ซึ่งสรุปออกมาเหมือนกับว่าเราจะเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกันทั้งหมด ยังเป็นความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนได้ เพราะที่ประชุมเจรจา 2 พรรคยังมีความเห็นต่าง แม้ว่าเป้าหมายสำคัญที่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้จะเหมือนกันก็ตามเพราะจากการหารือเราบอกว่าให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปคิดแล้วค่อยกลับหารือร่วมกับ 8 พรรคในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ จากนั้น 2 พรรคจึงสรุปร่วมกันอีกครั้ง ก่อนเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคม ฉะนั้นเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันทั้งหมดว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร” 

ภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นของพรรคเพื่อไทย มองว่าข้อเสนอของพรรคก้าวไกลที่จะทำเรื่องนี้ไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะทำไปอีกนานเท่าไร เนื่องจากประเด็นนี้เราเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าคำตอบข้างหน้าคืออะไร เพราะการเสนอปิดสวิตซ์ ส.ว.ทำได้เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อให้สังคมรู้ว่า ส.ว.เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสังคมก็รับรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว  

เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทยได้เสนอแก้ไข ม.272 ต่อรัฐสภาถึง 2 ครั้งก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากเงื่อนไขของความสำเร็จคือต้องได้เสียงจากรัฐสภา และต้องได้เสียง 20 เปอร์เซ็นต์จากฝ่ายค้าน และต้องได้รับเสียงจาก ส.ว. 86 เสียง ซึ่งการเลือกพิธา เป็นนายกฯ คราวนี้ ที่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าจะได้เสียงเยอะ แต่เสียงที่ออกมามี ส.ว.เพียงแค่ 13 เสียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ต้องหาถึง 64 เสียงยังหาไม่ได้ แล้ว 86 เสียงยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก 

“การที่พรรคก้าวไกลเสนอแก้ ม.272 รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไม่ได้ จึงต้องชัดเจนว่าเสนอเพื่อจะให้เกิดประโยชน์อะไร ทั้งๆ ที่ขณะนี้ความจำเป็นก่อนอันอื่นคือ ต้องมาหาทางออกเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้อย่างไร จะหานายกฯ คนไหนไปเสนอ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากรัฐสภาทั้งสภาฯ นี่คือประเด็นที่เราเสนอว่าควรจะต้องทำให้สำเร็จก่อนอย่างอื่น” ภูมิธรรม กล่าว 

ภูมิธรรม กล่าวต่ออีกว่า ถามว่าเราจะยังยืนยันพิธา เป็นนายกฯ อยู่หรือไม่ จริงๆ เรายังยืนยันข้อตกลงร่วมของ 8 พรรคที่จะพยายามผลักดันให้เกิดรัฐบาลประชาธิปไตยให้ได้ และเราคิดว่าจะสู้ให้นายพิธาให้ถึงที่สุดอย่างสุดความสามารถ แต่พอผลการเลือกตั้งนายกฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ออกมา เราก็เสนอเป็นรูปธรรมชัดเจนว่าเราต้องเอากลับมาคิดว่ายังจะเป็นอย่างไรต่อไป  

“และปัญหาสำคัญคือได้ยินว่าจะมีการเสนอรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่ง ก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณา รวมทั้งในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ เท่าที่รับทราบมาก็ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่มีการพูดออกอากาศมาจากฝั่ง ส.ว.หรือฝ่ายรัฐบาลเดิมว่า มีการเสนอให้มีการถกเถียงเรื่องการเสนอชื่อนายพิธา เป็นญัตติหรือไม่ใช่ญัตติ ถ้าเป็นญัตติก็แสดงว่านายพิธาต้องตกไป ไม่สามารถจะเสนอนายพิธาเป็นนายกฯ ในสมัยประชุมนี้ได้ ถ้าไม่เป็นญัตติก็กลับมาเสนอนายพิธาเป็นนายกฯ ต่อ” 

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าประเด็นนี้จะเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในการประชุมรัฐสภาวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อสรุปได้ง่าย เพราะเป็นความเห็นต่าง ดูแล้วก็ยากที่จะคล้ายกันได้ ทางออกมี 2 ทางคือ ประธานรัฐสภาอาจจะวินิจฉัย หรืออาจจะมีสมาชิกเสนอเป็นญัตติขึ้นมาให้โหวต เพื่อที่จะสรุปว่าเป็นอย่างไร หากเป็นอย่างนั้นก็เชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่น่าจะไม่พอ แล้วชื่อนายพิธา ก็ต้องตกไป ซึ่งเราไม่รู้ เราคงต้องช่วยกันตีความให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเต็มที่ 

“ถ้านายพิธา ไม่ได้ก็เป็นอีกโจทย์ที่เราต้องมาคิดว่าวันที่ 19 กรกฎาคม นี้ จะมีการเสนออย่างไรถ้านายพิธา ยังได้เหมือนเดิมคิดว่าพรรคร่วม 8 พรรคก็คงเสนอนายพิธา ซึ่งถ้าเป็นนายพิธา คนเดียวไม่มีปัญหาอะไร เราก็จะให้นายพิธา ได้ทดลองว่าถ้าอีกรอบเสียงไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม น้อยหรือมากไปกว่าเดิมไม่มาก ก็ชัดเจนแล้วว่าไปไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง คงไม่มีการเสนอไปเรื่อยๆ จนรอไปถึงปีหน้า เพื่อรอ ส.ว.หมดวาระ เพราะปัญหาประเทศต้องการความชัดเจน และต้องการได้รัฐบาลโดยเร็วเพื่อมาแก้ปัญหาของประชาชน ดังนั้นเราต้องจบให้ได้” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว 

ภูมิธรรม กล่าวอีกว่า อีกเรื่องถ้ายังเสนอนายพิธา แล้วฝ่ายเสียงข้างน้อยเสนอแข่ง อาจจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือใครก็ตาม อย่าลืมว่ากลุ่ม 188 เสียง รวมเสียง ส.ว. 250 คน ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นไปได้ เขาสามารถจะผ่านการเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งตรงนี้เราต้องคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นจะคุ้มค่าหรือไม่กับโอกาสเพียงน้อยนิดที่เราจะได้จัดตั้งรัฐบาลแก้ไขปัญหาตามนโยบายที่เสนอ พร้อมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญได้  

เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลก็สามารถมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ไปทำประชามติ เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สำหรับพวกเราถ้าทำได้ก็สามารถกำหนดได้ว่าภายใน 1 ปี ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งเป็นการปิดสวิตซ์ส.ว.ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าการมาเสนอแก้ไข ม.272 ที่ทำได้เพียงแค่สัญลักษณ์ เราสู้เรื่องนี้อยู่แต่ไม่สามารถหวังผลได้ การที่พรรคก้าวไกลเสนอเรื่องนี้ก็ต้องชี้ให้ชัดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร คุ้มกับการที่ต้องเสี่ยงกับการที่จะสูญเสียโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ 

ภูมิธรรม กล่าวว่า นี่คือกรอบส่วนใหญ่ที่คุยกันและพรรคเพื่อไทยก็เสนอแบบนี้ ซึ่งพรรคก้าวไกลยังบอกว่าอยากได้เวลาในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ อีกครั้งและยังอยากทำเรื่องการแก้ไข ม.272 ควบคู่กันไป เราเห็นว่าต้องคิดให้ดี แต่เราก็เคารพในความเห็น และให้กลับไปทบทวนกันในพรรคแล้วนำไปหารือในเช้าวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ซึ่งสิ่งที่นายพิธา พูดออกมาก็ดูดี และต้องขอบคุณที่จะทดลองอีกครั้ง แล้วเสนอให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ  

“แต่ผมคิดว่าปัญหาสำคัญที่ต้องคุยให้จบก่อน เพราะต้องไปเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือปัญหาที่จะเกิดขึ้น เราจะแก้ไขอย่างไร ถ้าไม่สรุปให้ชัดเจนและไม่คุยให้ชัดก่อน ก็จะได้สิ่งที่เราพูดแล้วรู้สึกดี แต่โอกาสและการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะไม่มี ซึ่งน่าเป็นห่วงที่สุด เรายังยืนยันว่ายังอยากจับมือเป็นพันธมิตรกับ 8 พรรค เพื่อเข้าไปทำเจตนารมณ์ประชาชนให้สำเร็จ แก้ปัญหาให้ประชาชนให้ได้ แต่ต้องอยู่กับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นและทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พิธา ออกมาพูดก่อนที่จะมีการตกลงกัน ภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามนายพิธา แต่ตนคิดว่านายพิธาคงมีเจตนาที่ดี ที่จะให้กำลังใจกับประชาชนว่ากำลังต่อสู้อยู่ ซึ่งตนไม่ได้ขัดข้องตรงนี้ ก็ชื่นชมสิ่งที่นายพิธาทำ แต่ในเกมการต่อสู้เพื่อให้ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ เพื่อสามารถเข้าไปเป็นรัฐบาลแก้ปัญหาได้ อันนี้เรายังเห็นต่างกันอยู่ก็ต้องคุยกัน  

ซึ่งเป็นได้แค่ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล แต่ความเห็นร่วมต้องผ่านการถกเถียงและพูดคุยกัน ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป อย่างไรก็ตามทั้ง 2 พรรค ถ้าคุยภายในกันได้และมีข้อสรุปเราเปิดสายคุยกันได้ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ก็ไปเสนอในที่ประชุม 8 พรรคในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์