‘ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ’ รองโฆษกพรรค พท. แถลงกรณีการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 แทน ‘ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์’ รมช.มหาดไทย ว่า พรรค พท. ได้ส่ง ‘พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช’ เบอร์ 2 อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ลงสมัคร และพรรคพท. ได้จัดทีมประกอบด้วย แกนนำ พรรค และ สส. อาทิ ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ‘อดิศร เพียงเกษ’ สส.บัญชีรายชื่อ ‘อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด’ สส.บัญชีรายชื่อ ‘อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์’ สส.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งจะมีการลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนทุกตำบล และปราศรัยย่อยต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 19 ตุลาคมนี้
เชื่อว่า ‘พล.อ.ชินวัฒน์’ จะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้เป็นตัวแทน ในฐานะ สส.ของพรรค พท. เพื่อเข้าไปทำงานในสภาฯ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผลประโยชน์ของพี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 อย่างแข็งขัน ทั้งนี้ พรรคพท.มั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการส่งเสียงครั้งสำคัญของคนเมืองกาญจนบุรี เพื่อพิสูจน์ว่าคนกาญจนบุรียังสนับสนุนพรรค พท.อย่างมั่นคง ไม่สนับสนุนระบบการเมืองที่ผูกขาดกินรวบ ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฮั้ว สว. หรือการฝังรากลึกของกลุ่มเครือข่ายสีน้ำเงินที่กระจายทุกหนแห่ง ทุกองค์กร
"จะร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ถ่วงดุลอำนาจ ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาใหม่ และเวทีนี้เราสู้อย่างเต็มที่แน่นอน ฉะนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเมืองกาญจนบุรี เขต 4 ออกมาใช้สิทธิ์กันให้มากและออกมาร่วมแสดงพลังผ่านการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ไปด้วยกัน”
— ชนินทร์ กล่าว
‘เพื่อไทย’ ยินดี รบ.ภท.สานต่อเยียวยาน้ำท่วม 9,000 ทุกหลัง
รองโฆษกพรรค พท. แถลงกรณีการเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เร่งอนุมัติวงเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยรอบล่าสุดจากอิทธิพล พายุบัวลอย ในกรอบไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของพรรค พท. เคยอนุมัติไว้ ว่า ล่าสุดได้เห็นข่าวว่า ‘โสภณ ซารัมย์’ รองนายกรัฐมนตรี จะเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) มีมติให้มีการปรับเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วม จากเดิมที่มี 3 ระดับ คือ 3,000 บาท 5,000 บาท และ 9,000 บาทตามมูลค่าความเสียหาย โดยปรับเป็น 9,000 บาททุกกรณี ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้
ชนินทร์ กล่าวต่อว่า พรรค พท.สนับสนุนอย่างยิ่งที่จะมีการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาจากน้ำท่วมนี้ เป็น 9,000 บาทต่อครัวเรือนถ้วนหน้า เท่ากันกับที่เคยอนุมัติในครม.สมัยรัฐบาลแพทองธาร ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2567 ที่ผ่านมา เพราะเงินเยียวยานี้ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง ที่อุปกรณ์การซ่อมแซมบ้านเรือนและค่าครองชีพต่างปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่ารัฐบาลจะดำเนินการเร่งรัดการอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนโดยเร็ว ให้ทันต่อสถานการณ์”
ทั้งนี้ สำหรับรายการงบประมาณในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ อดีตรองนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 1,700 ล้านบาท สำหรับสร้างหลุมหลบภัย หอกระจายข่าว และจ่ายเยียวยาผู้ประสบภัยจากการสู้รบที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในส่วนของการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนนี้ จากเดิมที่ถูกชะลอการจ่ายอย่างยาวนานในช่วงสูญญากาศทางการเมืองที่ผ่านมา เวลานี้ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารออมสิน ได้แจ้งว่า ได้มีการโอนเงินเยียวยาตามหลักเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 5,000 บาท แล้ว 247,257 ครัวเรือน และยังมีครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ หรือบัญชีมีปัญหา 6,659 ครัวเรือน
นายชนินทร์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จึงขอให้ทางรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว ให้นายอำเภอในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเร่งประสานอำนวยความสะดวกด้วย อย่าให้ประชาชนต้องรอนานไปกว่านี้ และสุดท้ายในส่วนของงบฯ สำหรับการสร้างบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยเพิ่มเติม ที่รัฐบาลที่แล้วอนุมัติไปแล้ว และถือเป็นเรื่องจำเป็นในพื้นที่เสี่ยง ล่าสุดพบว่า ในบางพื้นที่ยังไม่ได้เริ่มต้นดำเนินการใดๆ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งรัดจัดสร้าง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว
“งบนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน การมีบังเกอร์และจุดหลบภัยที่ได้มาตรฐาน คือสิ่งจำเป็นในยามที่ชายแดนมีความไม่แน่นอน พรรคเพื่อไทยจึงขอให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว อย่าปล่อยงบตก เพียงเพราะเป็นโครงการที่อนุมัติโดยรัฐบาลก่อน และขอให้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพด้วย”
— ชนินทร์ กล่าว
รับหลักการ 3 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ จ่อ เสนอใช้ร่างพรรคเป็นร่างหลัก หวั่น ‘ส.ส.ร.จัดตั้ง’ ไม่ยึดโยง ปชช.
นอกจากนี้ชนินทร์ ได้แถลงถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตรา 256 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ทั้ง 3 ร่าง ได้แก่พรรค พท. พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ว่า พรรคพท.ยืนยันว่าเพื่อให้การแก้ไขรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ราบรื่นมากที่สุด เรายินดีที่จะเปิดทางและรับหลักการในวาระหนึ่งทุกฉบับ เพื่อเร่งรัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าในการรับหลักการทั้ง 3 ร่างนั้นจะไม่มีปัญหา
แต่พรรค พท. ยังมีข้อกังวลและข้อห่วงใยต่อรายละเอียดต่อร่างของพรรค ภท. เป็นอย่างมากเนื่องจากที่มาของส.ส.ร. มีจุดอ่อนเรื่องการยึดโยงกับประชาชน คือการที่ผู้เสนอตัวเป็นส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกลไกการกลั่นกรองหรือการเลือกโดยพี่น้องประชาชน ผ่านการเลือกตั้งทางตรง ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ส.ส.ร. จัดตั้งที่สิทธิ์เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่ต้องสนใจคุณสมบัติหรือความเหมาะสมในสายตาประชาชนแต่อย่างใด
ขณะที่ร่างของพรรค ปชน. ที่ปัจจุบันแม้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของส.ส.ร. ให้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยังมีโครงสร้างของสภาที่ปรึกษาการยกร่าง ซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ฉะนั้น จึงกังวลว่าในอนาคตจะมีผู้ที่หวังจะขัดขวางกระบวนการและหยิบเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่ามีการเลือกตั้งทางตรงหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกทอดเวลาหรือถูกยื่นระยะเวลาออกไป
ฉะนั้น เราจึงเห็นว่าในชั้นรับหลักการ หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับการทั้ง 3 ร่าง พรรค พท.จะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรค พท.เป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ เพื่อให้ร่างที่จะออกมามีความยึดโยงกับประชาชน และลดความเสี่ยงที่จะถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในอนาคต โดยรายละเอียดของร่างพรรค พท. ในเรื่องที่มาส.ส.ร. เรามีการจัดตั้งส.ส.ร.ทั้งหมด 151 คน โดยไม่ได้เป็นส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง แต่เป็นการเลือกทางอ้อม ประกอบกับการแต่งตั้งจากตัวแทนของกลุ่มองค์กรต่างๆ ซึ่งรูปแบบนี้อาจจะมองว่าเป็นรูปแบบที่เป็นตรงกลาง และมีความสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถทำให้การขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยส.ส.ร. เกิดขึ้นได้จริง
สำหรับแนวทางการได้มาซึ่งส.ส.ร. ฉบับของพรรค พท. แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.การเลือกตั้งทางอ้อมจำนวน 100 รายชื่อ ซึ่งจะใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เราจะคำนวณจากประชากรในแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดนั้นจะมีสัดส่วนของและส.ส.ร.กี่คน โดยที่กระบวนการการเลือกผู้ที่ประสงค์จะเป็น ส.ส.ร. จะเริ่มจากการเดินเข้าไปสมัครที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งนี้ ในขั้นตอนแรกจะเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจำนวน 3 เท่าของส.ส.ร.ที่พึงมีในแต่ละจังหวัด รวมทั้งประเทศ 300 คน จากนั้น กกต.จะประกาศรับรองรายชื่อ ก่อนจะส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือกต่อไป เช่น ในกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนประชากรมาก อาจจะมี ส.ส.ร. ได้ 8 คน ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะเลือกผู้เสนอตัวได้ 1 สิทธิ์ 1 คน และเมื่อนับคะแนนเสร็จ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 24 คนแรก กกต.จะรับรองและส่งให้รัฐสภาทำการออกเสียงเลือกอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่มีคะแนนเสียงจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ลำดับที่ 1-8 ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ร. กรุงเทพมหานคร โดยจะออกเสียงเลือกทีละจังหวัดจนได้ ส.ส.ร. ครบทั้งหมด
2. ส.ส.ร.ที่รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง แต่เป็นการแต่งตั้งโดยการเสนอชื่อขององค์กรอิสระ จำนวน 51 รายชื่อ ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร เสนอ 15 คน วุฒิสภา เสนอ 5 คน ศาลฎีกา เสนอ 1 คน ศาลปกครองสูงสุด เสนอ 1 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ เสนอ 3 คน ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ เสนอ 2 คน คณบดีคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัฐ เสนอ 2 คน. สมาคมวิชาชีพด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เสนอ 3 คน สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่ง เสนอ 2 คน องค์กรเศรษฐกิจและภาคประชาชนหลัก 8 แห่ง เสนอรวม 8 คน (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย) สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน เสนอ 2 คน แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ เสนอ 1 คนองค์กรสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย (NGO) เสนอ 1 คน
“เราหวังว่าร่างที่เสนอไปจะได้รับหลักการจาก สส. และ สว. เพื่อให้นำไปแปรญัตติต่อในชั้นกรรมาธิการ และคาดหวังว่าร่างนี้จะเป็นร่างหลัก ที่เป็นร่างตรงกลางสามารถยอมรับได้จากทุกฝ่าย นำมาซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นธรรม เราเชื่อว่า ภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้ และหากดีล หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง เราก็คาดหวังว่า การนับหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้จะได้รับความเห็นชอบจาก สว. ด้วย และต้องไม่เปิดช่องเป็น ส.ส.ร.ฮั้ว หรือมวยล้มต้มคนเชียร์ ล้มทับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ประชาชนกังวลกัน” นายชนินทร์ กล่าว




