‘อสส.’ แจง ‘ชัยเกษม’ ไม่เกี่ยวคดีสั่งฟ้อง ‘พิชิต’ ปมถุงขนม 2 ล้าน

15 ส.ค. 2567 - 16:19

  • ‘อสส.’ แจง ‘ชัยเกษม’ ไม่เกี่ยวคดีสั่งฟ้อง ‘พิชิต’ ปมถุงขนม 2 ล้าน และไม่ใช่คนสั่งฟ้อง

  • เผยเหตุสั่งไม่ฟ้อง ‘พิชิตกับพวก’ เพราะขาดองค์ประกอบความผิด ย้ำเป็นคนละเรื่องกับคดีละเมิดอำนาจศาล

pheu_thai_party_choose_a_new_prime_minister_oag_th_15_aug_2024_SPACEBAR_Hero_ec08c551dd.jpg

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 : 4 ให้ เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่าขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา

และต่อมามีการนำเสนอข่าวเกี่ยวเนื่องว่า ชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นผู้สั่งไม่ฟ้อง พิชิต ชื่นบาน กับพวกรวม 3 คน ในคดีถุงขนม 2 ล้าน เมื่อปี 2551  

ล่าสุดวันนี้ (15 ส.ค.) ประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อม นาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  แถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุจากการตรวจสอบสำนวนคดีดังกล่าว พบว่าข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นความจริง โดย ชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการสั่งคดีดังกล่าว

โดย โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ลำดับขั้นตอนและการสั่งคดีดังกล่าวว่า เมื่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2551 สำนักงานคดีอาญา โดยสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้รับสำนวนพร้อมความเห็นเสนอสั่งไม่ฟ้อง จากพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม คดีกล่าวหา พิชิต ชื่นบาน ที่ 1 , ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ ที่ 2 ,  ธนา ตันสิริ ที่ 3 ข้อหาร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 เวลาประมาณ 09.00 น. ในท้องที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 

โดยสำนวนดังกล่าว พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคน โดยเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งสาม ไม่ได้กระทำผิด ตามข้อกล่าวหา

เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว สมเจตน์ ชัยเฉลิมปรีชา อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจพิจารณาสำนวน ประกอบด้วย ยงยุทธ ศรีสัตยาชน อัยการจังหวัดประจำกรม และ สมบูรณ์ ศุภอักษร อัยการอาวุโส เป็นคณะทำงาน โดยมี สมเจตน์ ชัยเฉลิมปรีชา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยคณะทำงานได้ตรวจสำนวนโดยละเอียดแล้วเห็นพ้องกับความเห็นของคณะพนักงานสอบสวน สน. ชนะสงคราม 

จากนั้น ได้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นต่อ ร้อยตำรวจโท ธานี วุธยากร รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เพื่อพิจารณาตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่ง ร้อยตำรวจโท ธานี วุธยากร รองอธิบดีอัยการฯ พิจารณาแล้วได้มีความเห็นและเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามตามเสนอ 

จากนั้นได้เสนอสำนวนให้ กายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา พิจารณา ซึ่งนายกายสิทธิ์ ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามตามความเห็นของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการซึ่งเป็นคณะทำงาน และรองอธิบดีอัยการเสนอ

เมื่อ กายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา มีคำสั่งไม่ฟ้อง ได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นทั้งหมดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145  ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจโท ชาตรี สุนทรศร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2552 ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ถือว่าคำสั่งไม่ฟ้อง      เสร็จเด็ดขาดตามขั้นตอนของกฎหมาย 

ดังนั้น การที่มีการนำเสนอข่าวว่า ชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด เป็นคนสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง

ส่วนเหตุผลที่ไม่มีการสั่งฟ้องพิชิตกับพวกนั้น  นาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายว่า การกระทำของผู้ต้องหาขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 144 โดยเหตุผลหลักๆ จากการพิจารณา มองว่า หม่องหลวง ธิติพงศ์ ชมพูนุช เจ้าหน้าที่ธุรการ ตำแหน่งนิติกร 5 ได้รับถุงที่ภายในบรรจุเงินจำนวน 2 ล้านบาท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี 

และในการสอบสวนคำให้การบอกว่า ถุงเงินที่ ธนา ผู้ต้องหาคนที่ 3 นำมาให้ไม่ได้มีการพูดหรือสั่งว่าให้ทำอะไร หรือไปประสานกับผู้พิพากษาท่านใดในการตัดสินคดีให้ไม่สั่งฟ้องคดีของ ทักษิณ ชินวัตร จึงพิจารณาแล้วว่าพฤติกรรมของธนาขาดองค์ประกอบความผิด และเมื่อธนาไม่มีความผิด ผู้ต้องหาที่เหลือก็ไม่มีความผิดไปด้วยเช่นกัน

ประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงที่ พิชิต เป็นทนายความของทักษิณ , ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นเสมียน และธนาเป็นผู้ประสานงานทางคดี และการที่ธนานำเงินไปให้เจ้าหน้าที่ศาล แต่กลับไม่ได้บอกว่าเงินดังกล่าวนั้นไปทำอะไรต่อหรือนำไปให้ใคร และการที่ให้เงินเจ้าหน้าที่ธุระการไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินคดีและไม่มีข้อเท็จจริงว่าไปเชื่อมโยงกับผู้พิพากษา และเรื่องดังกล่าวจบไปตั้งแต่ปี 2551 แล้ว และเป็นคนละเรื่องกับการที่พิชิตละเมิดศาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์