ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในงานสัมมนาที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ว่าจะไม่ไปต่อทางการเมือง โดยใช้คำว่า ‘แก่แล้ว’ และ ‘หมดไฟ’ จึงตั้งคำถามไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ ว่าเหตุใดเพิ่งมาคิดหมดไฟยามนี้
“หลังจากบ้านเมืองเจอวิกฤตอยู่ในสภาพถูกยึดอำนาจ ประเทศร่อแร่มาเป็นเวลา 8 ปี ยังไม่มีทีท่าจะหยุด แต่พอจังหวะขาลงของ 3 ป. กลับทำตัวคล้าย ‘ทิ้งเรือแป๊ะ’ เอาตัวรอดใช่หรือไม่ และหาก พล.อ.อนุพงษ์ ให้ความชัดเจนในเส้นทางชีวิตของตัวเองจริงอย่างที่พูด เท่ากับว่าการเมืองสมัยหน้า พี่น้อง 3 ป. จะเหลือแค่ 2 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรืออาจจะแพแตกไม่เหลือสัก ป. ก็เป็นได้ เพราะถึงขั้นมีการแบ่งข้างแบ่งคนเสมือน ใครรัก พล.อ.ประวิตร ให้เลี้ยวซ้าย รัก พล.อ.ประยุทธ์ให้เลี้ยวขวา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่” ตรีชฎา กล่าว
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร มีความชัดเจนว่า เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และจะลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสร้างความสับสนอยู่เหมือนเดิม กรณีจะไปอยู่พรรคไหน ระหว่างพลังประชารัฐ หรือ รวมไทยสร้างชาติ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ บอกกับนักข่าวว่า หลังประชุมเอเปค 2022 เสร็จ จะประกาศท่าทีทางการเมือง แต่ล่าสุด ยังตีโวหารว่า หลังประชุมเอเปค ก็ปีหน้า
“อย่างนี้ไม่เรียกว่ากลับไปกลับมาหลอกล่อรายวัน หรือเอียงอาย ไม่กล้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะกลัวคนขุดคำพูดที่เคยด่านักการเมืองแบบเสียหาย พอวันนี้กลืนน้ำลายที่ถ่มเอาไว้เต็มกลืนใช่หรือไม่” ตรีชฎา กล่าว
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า สภาพบ้านเมืองที่ประชาชนตกทุกข์ได้ยากมา 8 ปี เป็นประเทศได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เลือกเข้ามา หาก ‘3 ป.’ จะแตกหัก ยุบสภาฯ ลงจากอำนาจ ก็ควรแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ให้อำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ก่อนที่ตนเองจะไป จะถือเป็นบุญใหญ่ของประเทศ
“จากสัญญาณความแตกหักของ 3 ป. จึงได้เห็นสภาพของคนที่เข้าประชุมสภาในซีกฝั่งรัฐบาลอยู่ในสภาพไร้หลัก บวกกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ง่อนแง่นจากความเห็นต่างเรื่อง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ สภาพยิ่งกว่าบ้านแตกสาแหรกขาด ฝ่ายรัฐบาลขาดเอกภาพ สภาพร้อมล่มทุกเวลา ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ได้เวลาทวงคืนอำนาจจาก 3 ป. มาเป็นอำนาจของประชาชนแล้ว” ตรีชฎา กล่าว
“หลังจากบ้านเมืองเจอวิกฤตอยู่ในสภาพถูกยึดอำนาจ ประเทศร่อแร่มาเป็นเวลา 8 ปี ยังไม่มีทีท่าจะหยุด แต่พอจังหวะขาลงของ 3 ป. กลับทำตัวคล้าย ‘ทิ้งเรือแป๊ะ’ เอาตัวรอดใช่หรือไม่ และหาก พล.อ.อนุพงษ์ ให้ความชัดเจนในเส้นทางชีวิตของตัวเองจริงอย่างที่พูด เท่ากับว่าการเมืองสมัยหน้า พี่น้อง 3 ป. จะเหลือแค่ 2 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรืออาจจะแพแตกไม่เหลือสัก ป. ก็เป็นได้ เพราะถึงขั้นมีการแบ่งข้างแบ่งคนเสมือน ใครรัก พล.อ.ประวิตร ให้เลี้ยวซ้าย รัก พล.อ.ประยุทธ์ให้เลี้ยวขวา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแน่” ตรีชฎา กล่าว
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร มีความชัดเจนว่า เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และจะลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสร้างความสับสนอยู่เหมือนเดิม กรณีจะไปอยู่พรรคไหน ระหว่างพลังประชารัฐ หรือ รวมไทยสร้างชาติ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ บอกกับนักข่าวว่า หลังประชุมเอเปค 2022 เสร็จ จะประกาศท่าทีทางการเมือง แต่ล่าสุด ยังตีโวหารว่า หลังประชุมเอเปค ก็ปีหน้า
“อย่างนี้ไม่เรียกว่ากลับไปกลับมาหลอกล่อรายวัน หรือเอียงอาย ไม่กล้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะกลัวคนขุดคำพูดที่เคยด่านักการเมืองแบบเสียหาย พอวันนี้กลืนน้ำลายที่ถ่มเอาไว้เต็มกลืนใช่หรือไม่” ตรีชฎา กล่าว
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า สภาพบ้านเมืองที่ประชาชนตกทุกข์ได้ยากมา 8 ปี เป็นประเทศได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เลือกเข้ามา หาก ‘3 ป.’ จะแตกหัก ยุบสภาฯ ลงจากอำนาจ ก็ควรแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ให้อำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ก่อนที่ตนเองจะไป จะถือเป็นบุญใหญ่ของประเทศ
“จากสัญญาณความแตกหักของ 3 ป. จึงได้เห็นสภาพของคนที่เข้าประชุมสภาในซีกฝั่งรัฐบาลอยู่ในสภาพไร้หลัก บวกกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ง่อนแง่นจากความเห็นต่างเรื่อง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ สภาพยิ่งกว่าบ้านแตกสาแหรกขาด ฝ่ายรัฐบาลขาดเอกภาพ สภาพร้อมล่มทุกเวลา ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ได้เวลาทวงคืนอำนาจจาก 3 ป. มาเป็นอำนาจของประชาชนแล้ว” ตรีชฎา กล่าว




