‘ขัตติยา สวัสดิผล’ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ในส่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ ผ่านวาระ 2 และวาระ 3 เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายตามสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาชน รวมถึงขอบคุณพรรคฝ่ายค้าน ที่ให้ความคิดเห็นเป็นประโยชน์
ยืนยันว่างบประมาณ 2569 ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่อยู่ในเอกสาร หรือลอยอยู่ในอากาศ แต่จะนำไปวางรากฐานของประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงแก้ไขปัญหาปากท้อง พรรคเพื่อไทยจะมุ่งมั่นใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชน และเชื่อว่า ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภานั้น ทาง สว.จะเร่งรัด เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเร็วที่สุด
ส่วนนโยบายที่จะใช้งบปี 2569 ขับเคลื่อน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาท การฟื้นฟูท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงจัดการภัยพิบัติ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง
‘ขัตติยา’ ยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีคลิปเสียง ที่ สส.พรรคประชาชน ออกมาแฉว่ารัฐบาลมีการซื้อเสียงโหวต 10 กิโล ว่า ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพรรคเพื่อไทย รวมถึงรัฐบาล ยํ้าว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อดังกล่าว และยินดีให้มีการตรวจสอบทุกมิติ และขอเรียกร้องให้ทาง สส.พรรคประชาชน รีบออกมาเปิดเผยชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่จะทำให้สามารถสืบไปถึงต้นต่อของบุคคลปริศนาดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าได้จริง ไม่ปล่อยให้คลุมเครือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง
พร้อมย้ำว่าในปัจจุบัน ประเทศมีกลไกมากมายสามารถทำให้ความจริงกระจ่างชัดได้ สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า เพราะเหตุใดพรรคประชาชนจึงไม่เร่งรีบทำให้ความจริงปรากฏ และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความคลุมเครือ เรื่องนี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่ขณะเดียวกัน หากยังไม่มีการทำให้ความจริงปรากฏ ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อพรรคประชาชนเองด้วย เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า ตกลงแล้วนี่คือการเมืองใหม่ของพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเป็นการเมืองแบบเก่าๆ ของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่กันแน่
“สถานการณ์ฝั่งรัฐบาลเวลานี้ มีการทำงานกับพรรคร่วมอย่างเป็นเอกภาพตามแนวนโยบาย ไม่มีเหตุผลใดต้องซื้อเสียงโหวต เพื่อผ่านร่างกฎหมายแต่อย่างใด”
— ขัตติยา กล่าว
ยันหนุนข้อเสนอ RBC จี้เขมรร่วมมือ กู้ทุ่นระเบิด–ปราบสแกมเมอร์
พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงกรณีหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี–ตราด เมื่อวันที่ 15–16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
โดยประเทศไทยย้ำชัดว่า จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน 2.การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ
"ซึ่งที่ผ่านมา เรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง โดยพรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน"
ส่วนกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่
ด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ–ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคมที่ผ่านมา
ในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่




