ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดกิจกรรม ‘ครอบครัวเพื่อไทย : อีสานยามใด๋ เพื่อไทยทอนั่น’ ที่ จ.อุดรธานี ในวันที่ 15 มกราคมนี้
โดยในช่วงเช้า ทีมครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่ อ.บ้านดุง และ อ.เพ็ญ เพื่อนำเสนอนโยบาย รวมทั้งรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ส่วนในเวลา 16.30 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี และจะเป็นครั้งแรกที่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ขึ้นปราศรัยใหญ่เวทีกลางแจ้ง
ส่วนหลังจากที่ จ.อุดรธานี จะมีการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคกลาง อีสานใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนกว่าจะมีการยุบสภาฯ ก่อนจัดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศ ‘คิกออฟ’ นโยบายชุดใหญ่ ในโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เป้าหมายคือการมุ่งเป้าชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เหนือกติกาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วางเอาไว้ให้ได้
“ส่วนตัวคาดการณ์ว่าการยุบสภาฯ จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เป็นการคาดคะเนจากตัวตนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดติดกับอำนาจ จะกอดอำนาจไว้ให้นานที่สุดจนวินาทีสุดท้าย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศยุบสภาฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว คงไม่ใช่การปล่อยวาง แต่เป็นการเปิดทางให้ ส.ส. ที่ย้ายพรรค เข้าร่วมอำนาจได้ ผมและพรรคเพื่อไทยได้มองข้ามวาระการยุบสภาฯ หรือครบวาระอายุสภาฯ ไปแล้ว แต่จะมุ่งเป้าไปที่การทำงานหนักในสนามเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด” ณัฐวุฒิ กล่าว
ณัฐวุฒิ ยังเปรียบเปรยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดตัวเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า ไม่ใช่ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ แต่เป็น ‘เหล้าเก่าในขวดแตก’ คือการรวมเอาคนที่แตกออกจากพรรคต่างๆ ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก มาอยู่ด้วยกัน และไม่พบว่ามีบุคคลที่เป็นที่รู้จัก หรือยอมรับกันในสังคม เป็นคนใหม่ทางการเมือง ปรากฏตัวร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อย่างใด จึงมองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่อดีต
ณัฐวุฒิ อ้างด้วยว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 158 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีท่าทีในเรื่องนี้ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ครบ 8 ปี หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอาศัยเสียง ส.ว. 250 คน เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ต้องใช้เสียงในสภาฯ และเสียง ส.ว. แก้ไขมาตรานี้แน่นอน
“ถ้าไม่ได้เตรียมกันไว้ ก็ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดให้ชัดว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะอยู่แค่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผมไม่ได้ก้าวก่ายงานการเมืองของท่าน แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดให้ชัดว่า ไม่ใช่เตรียมกันไว้ ไม่ใช่การสับไพ่รอ กะว่าเลือกตั้งให้เสร็จแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มาจั่วน็อกชนะ ขอส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้เท่าทัน วันนี้หากเส้นทางที่จะยุติพลเอกประยุทธ์ มีทางเดียวคือการได้มาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดได้คือ จำเป็นต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่งใน ฟากฝั่งประชาธิปไตยชนะเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ยืนหนึ่งเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้น ไม่ใช่แค่ 2 ปี แต่จะเป็น 4 ปี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ต่อ ขอเรียกร้องโดยตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ หวังใจว่าคนที่ประกาศตัวไม่เคยกลัวอะไร เป็นลูกผู้ชาย สง่าผ่าเผยมาตลอด คงไม่อ้ำอึ้ง พูดให้ชัด เพราะคนทั้งประเทศรู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร” ณัฐวุฒิ กล่าว
โดยในช่วงเช้า ทีมครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่ อ.บ้านดุง และ อ.เพ็ญ เพื่อนำเสนอนโยบาย รวมทั้งรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ส่วนในเวลา 16.30 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี และจะเป็นครั้งแรกที่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ขึ้นปราศรัยใหญ่เวทีกลางแจ้ง
ส่วนหลังจากที่ จ.อุดรธานี จะมีการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคกลาง อีสานใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนกว่าจะมีการยุบสภาฯ ก่อนจัดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศ ‘คิกออฟ’ นโยบายชุดใหญ่ ในโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เป้าหมายคือการมุ่งเป้าชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เหนือกติกาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วางเอาไว้ให้ได้
“ส่วนตัวคาดการณ์ว่าการยุบสภาฯ จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เป็นการคาดคะเนจากตัวตนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดติดกับอำนาจ จะกอดอำนาจไว้ให้นานที่สุดจนวินาทีสุดท้าย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศยุบสภาฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว คงไม่ใช่การปล่อยวาง แต่เป็นการเปิดทางให้ ส.ส. ที่ย้ายพรรค เข้าร่วมอำนาจได้ ผมและพรรคเพื่อไทยได้มองข้ามวาระการยุบสภาฯ หรือครบวาระอายุสภาฯ ไปแล้ว แต่จะมุ่งเป้าไปที่การทำงานหนักในสนามเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด” ณัฐวุฒิ กล่าว
ณัฐวุฒิ ยังเปรียบเปรยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดตัวเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า ไม่ใช่ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ แต่เป็น ‘เหล้าเก่าในขวดแตก’ คือการรวมเอาคนที่แตกออกจากพรรคต่างๆ ทั้งจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก มาอยู่ด้วยกัน และไม่พบว่ามีบุคคลที่เป็นที่รู้จัก หรือยอมรับกันในสังคม เป็นคนใหม่ทางการเมือง ปรากฏตัวร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อย่างใด จึงมองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่อดีต
ณัฐวุฒิ อ้างด้วยว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 158 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีท่าทีในเรื่องนี้ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ครบ 8 ปี หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอาศัยเสียง ส.ว. 250 คน เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ต้องใช้เสียงในสภาฯ และเสียง ส.ว. แก้ไขมาตรานี้แน่นอน
“ถ้าไม่ได้เตรียมกันไว้ ก็ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดให้ชัดว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะอยู่แค่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผมไม่ได้ก้าวก่ายงานการเมืองของท่าน แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดให้ชัดว่า ไม่ใช่เตรียมกันไว้ ไม่ใช่การสับไพ่รอ กะว่าเลือกตั้งให้เสร็จแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มาจั่วน็อกชนะ ขอส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้เท่าทัน วันนี้หากเส้นทางที่จะยุติพลเอกประยุทธ์ มีทางเดียวคือการได้มาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดได้คือ จำเป็นต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่งใน ฟากฝั่งประชาธิปไตยชนะเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ยืนหนึ่งเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้น ไม่ใช่แค่ 2 ปี แต่จะเป็น 4 ปี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ต่อ ขอเรียกร้องโดยตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ หวังใจว่าคนที่ประกาศตัวไม่เคยกลัวอะไร เป็นลูกผู้ชาย สง่าผ่าเผยมาตลอด คงไม่อ้ำอึ้ง พูดให้ชัด เพราะคนทั้งประเทศรู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร” ณัฐวุฒิ กล่าว



