พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุถึงกรณี พรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม โดยเฉพาะการสกัดการปฏิวัติว่า ในมุมมองของพรรคประชาชน หรือ อดีตพรรคก้าวไกล การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นกุญแจดอกสำคัญในการปฏิรูปกองทัพ ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ตามหลักการประชาธิปไตย และมาตรฐานสากล
โดยใจความสำคัญที่พรรคได้เสนอ คือ การพยายามปรับอำนาจที่มาของสภากลาโหม ซึ่งปัจจุบันมาตรา 43 เขียนไว้ว่าการดำเนินการบางเรื่อง รัฐมนตรีกลาโหมซึ่งเป็นตัวแทนพลเรือน ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ แต่ต้องทำตามมติสภากลาโหม ซึ่งมีข้าราชการทหารเป็นหลัก ทั้งนโยบายการทหาร งบประมาณ และการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับทหาร ซึ่งครอบคลุมหลายภารกิจมาก
ดังนั้นข้อเสนอของ อดีตพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญในเรื่องของโครงสร้างสภากลาโหม โดยการปรับลดอำนาจสภากลาโหม จากที่สามารถมัดมือรัฐมนตรีกลาโหมได้ มาเป็นการให้คำปรึกษา เพื่อประกอบการตัดสินใจให้เกิดความสมดุลกันมากขึ้น ระหว่างทหารกับตัวแทนรัฐบาลพลเรือน
ยืนยันว่า การแก้กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญต่อการปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้เป็นกองทัพมืออาชีพ ไม่แทรกแซงการเมือง และเป็นไปตามหลักสากล วันนี้มีอย่างน้อย 2-3 ร่างที่จะเสนอเข้าสู่ โดยเฉพาะร่างของพรรคเพื่อไทย ซึ่งใจความของตัวล่าง สอดคล้องกับพรรคประชาชน อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง แต่ในภาพรวมคือพยายามปรับให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนมากขึ้น และเข้าใจว่าอาจมีร่างของคณะรัฐมนตรี
พร้อมมองว่า เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมืองว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ถ้าดูตามคณิตศาสตร์ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยจับมือกันแน่น รวมกันแล้วก็มี สส.ถึง 290 คน ก็สามารถผลักดันให้ทุกร่างผ่านความเห็นชอบของสภาได้ ในวาระที่ 1 คือชั้นรับหลักการ
จากนั้นค่อยไปถกกันในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าการที่บางพรรคไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นอุปสรรค ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะโหวตเห็นชอบในร่างของตัวเอง เพื่อให้ผ่านวาระที่ 1 ไป จึงขอเชิญชวน สส. รัฐบาลร่วมกันโหวต
ส่วนหากร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ แต่อาจไม่ผ่านในชั้นวุฒิสภานั่น พริษฐ์ มองว่า อำนาจของวุฒิสภา ณ ปัจจุบัน ถ้าเป็นการแก้ไขระดับ พ.ร.บ. ไม่สามารถขัดขวางกฎหมายได้ ทำได้มากที่สุดเพียงแค่ชะลอไป 180 วัน เหมือนกฎหมายประชามติ ซึ่งอาจทำให้กรอบระยะเวลาต้องเพิ่มออกไป แต่ถ้าเสียงของสภาเกินกึ่งหนึ่งยืนยันว่าจะแก้ไขร่าง ก็สามารถทำได้
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ของพรรคก้าวไกล สุดโต่งเกินไป พริษฐ์ อธิบายว่า ถ้าหากมองว่าสุดโต่ง ต้องตั้งหลักว่าจะไปเปรียบเทียบกับอะไร เพราะสิ่งที่พรรคเสนอเพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจของสภากลาโหมเป็นหลัก เพื่อโอนให้อำนาจมาที่รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือน หากเปรียบเทียบกับมาตรฐานของรัฐบาลสากลถือว่าเป็นปกติ
สิ่งที่สุดโต่งมากกว่า คือการที่บอกว่ารัฐมนตรีกลาโหมไม่สามารถตัดสินใจ หรือรับผิดชอบเกี่ยวกับการตัดสินใจได้ เพราะต้องฟังเสียงมติสภากลาโหม พร้อมย้ำว่าถ้าเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลกฎหมายที่เรามีอยู่ ซึ่งเป็นมรดกจากคณะรัฐประหาร 2549 น่าจะเป็นสิ่งที่สุดโต่ง
ส่วนความเห็นของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ที่ให้ความเห็นว่า แม้จะมีกฎหมายออกมา แต่ถึงเวลารัฐประหาร กฎหมายนั้นก็ไม่สามารถควบคุมได้อยู่ดี พริษฐ์ มองว่า พรรคประชาชนพูดมาโดยตลอดว่า รัฐประหารไม่ใช่เรื่องง่าย และการแก้ไขกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเรื่องรัฐประหารถูกจำกัดลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่การแก้กฎหมายเป็นการเพิ่มอาวุธและเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชน และสถาบันทางการเมืองมีไว้ป้องกันและต่อกรกับรัฐประหาร แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการอื่นป้องกันรัฐประหาร นอกเหนือจากกฎหมายด้วย
ทั้งนี้ พริษฐ์ ย้ำว่า อย่างน้อยก็ควรร่วมมือกันแก้ไขกฎหมาย ให้มีเครื่องมือเพื่อป้องกันต่อต้านรัฐประหาร ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า




