‘เพื่อไทย’ พร้อมรับผิดชอบนโยบายเงินดิจิทัล!

10 ต.ค. 2566 - 11:08

  • ‘สมศักดิ์’ ลั่น ‘เพื่อไทย’ พร้อมรับผิดชอบนโยบายเงินดิจิทัล! บอกหากไม่ดีก็มีผลกระทบในการเลือกตั้งครั้งหน้า

  • พร้อมเผยกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไม่ครอบคลุมเหตุการณ์อิสราเอล แต่ยันรัฐบาลช่วยเหลือเต็มกำลัง

pheu_thai_ready_to_take_responsibility_for_digital_currency_policy_SPACEBAR_Hero_0eceea1939.jpg

ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ร่วมลงชื่อให้ทบทวนนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ว่า เป็นเรื่องของการคิดและวิพากษ์วิจารณ์ที่สามารถทำได้ แต่เรื่องที่เราจะดำเนินนโยบายอะไรสักเรื่องเป็นการรับผิดชอบในนโยบายของพรรคการเมืองที่มีต่อประชาชน เราต้องคิดมาดีแล้วถึงดำเนินการ 

หากทำแล้วออกมาดีก็ไม่มีอะไร ส่วนคนวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้ขาดทุนหรือเข้าเนื้ออะไร ทุกเรื่องมีสองมุม จะดีหรือไม่ดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันมีผลอย่างไร อยากให้รอดูว่าเมื่อรัฐบาลดำเนินการออกมาแล้ว หากผลออกมาไม่ดีคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะมีผลต่อพรรคการเมืองที่นำเสนอ เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ทำอะไรต้องรับผิดชอบในด้านนั้น 

“คนวิพากษ์วิจารณ์ก็พูดฟรีๆ ถึงจะผิดก็ไม่มีใครว่า ผมเห็นควรว่าต้องเดินหน้านโยบายนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว”

‘สมศักดิ์’ เผย กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไม่ครอบคลุมเหตุการณ์อิสราเอล แต่ยัน รัฐบาลช่วยเหลือเต็มกำลัง

‘สมศักดิ์’ เผย กองทุนการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สามารถช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่อิสราเอลได้หรือไม่ ว่า กองทุนจะดูแลในส่วนของเรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และไม่ได้เป็นภาวะสงคราม แต่เหตุการณ์ที่อิสราเอลไม่สามารถช่วยเหลือได้ อย่างไรก็ดีภาพรวมของการช่วยเหลือของรัฐ ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเต็มที่ ซึ่งจะรับคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ

Phrommin_explains_case_of_PM_Hurry_to_condemn_the_violence_SPACEBAR_Hero_11d73ae3c0.jpg

เดินหน้า ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’! ‘พรหมินทร์’ อ้างตัวเลขคนเป็นหนี้กว่า 99%

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนักวิชาการคัดค้านนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยเจ้าตัวย้ำว่า เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญในนโยบายทั้งหมดของรัฐบาล และขณะนี้ อย่านึกว่าเศรษฐกิจของเราดี เพราะเมื่อเทียบกับต่างประเทศหลังยุคโควิดฯ เขาฟื้นตัวเกินหน้าเราไปแล้ว ขณะที่ของเราค่อยๆ ขยับช้าๆ แสดงว่าเศรษฐกิจเราไม่ได้ดีอย่างที่พูดกัน ซึ่งความสำคัญเรื่องนี้ ต้องถามประชาชน

“มาตรการสำคัญคือ ทำอย่างไรให้สังคมส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เป็นมาตรการหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยรวม ที่ผ่านมา เราลดค่าใช้จ่ายประชาชนด้านพลังงานไปแล้ว การพักหนี้เกษตกรก็ตามมา อีกด้านหนึ่งเราพยายามสร้างรายได้” นพ.พรหมินทร์ ระบุ

เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่า รัฐบาลจะเปิดเวทีชี้แจงคนที่ไม่เข้าใจนโยบายนี้หรือไม่นั้น นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการชี้แจงหลายเวที โดยเมื่อวันที่ 9 ต.ค. กระทรวงการคลังก็แถลงใหญ่ในเรื่องนี้ เพื่อทำให้เห็นว่า ภารกิจของรัฐบาลคือทำให้ประเทศเจริญเติบโตขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 

ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเปลี่ยนเป้าหมายให้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ได้หว่านทั้งหมดนั้น นพ.พรหมินทร์ ได้ย้อนถามว่า “ตอนนี้ ประชาชนกว่า 99% เป็นหนี้ไปแล้ว อย่างนี้แสดงว่าทุกคนเปราะบางหรือยัง?” พร้อมกล่าวต่อไปว่า “แน่นอนว่าเวลาจัดการมีหลายกติกามีทางเลือก เพื่อให้อย่างเท่าเทียมกัน”

ปัดทบทวนปมแจกทุกคน ไม่เว้น ‘ลูกเศรษฐี’ อ้างรัฐธรรมนูญกำหนดความเท่าเทียม

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการทบทวนการจ่ายให้คนอายุ 16 ปีทุกคนหรือไม่ เพราะบางคนเป็นลูกคนรวย หรือจะเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินมาใช้ทางแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว นพ.พรหมินทร์ ถามกลับว่า “จะเปลี่ยนทำไม หลักการสำคัญตอนคิดนโยบายเพื่อให้ประโยชน์ทั้งหมด และได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องนี้ เราต้องมาดูว่าจะบริหารจัดการกันอย่างไร ทิศทางเราเห็นแล้ว แต่รายละเอียดที่เกี่ยวกับข้อจำกัดทั้งเรื่องกฎหมาย การบริหารการเงิน จะต้องทำอย่างไร”

“ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยรักไทย ทำให้ประเทศที่เป็นหนี้สินประเทศเกือบล้มละลาย กลับมาคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด 2 ปี ซึ่งเราคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอย่างดีและสร้างรายได้จนประเทศพ้นวิกฤติ ยืนยันเราเป็นห่วงที่สุดเรื่องวินัยการเงินการคลัง” นพ.พรหมินทร์ ระบุ

เมื่อถามว่า จะตอบประชาชนอย่างไรกับการแจกเงินให้ลูกเศรษฐี นพ.พรหมินทร์ อ้างว่า “รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นมีสิทธิเท่ากัน แต่คนเลือกไม่รับก็ไม่เป็นไร”

ส่วนกรณีที่นักวิชาการแสดงความเป็นห่วงว่าจะซ้ำรอยนโยบายจำนำข้าวนั้น นพ.พรหมินทร์ อ้างว่า “รัฐบาลที่ผ่านๆ มา เรากู้เงินประมาณ 1.5 ล้านๆ ใช้ 5 แสนล้าน ผมคิดว่าเราใช้อย่างระมัดระวังและรู้ว่าเม็ดเงินที่ลงไปจะทำให้เกิดความเจริญเติบโต”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์