‘เพื่อไทย’ ล้อมวงเสวนา จี้ ‘ประยุทธ์’ พอ ให้ประเทศไปต่อ อัด 8 ปีนานเกินไป ต้องเคารพ ปชช.

17 ม.ค. 2566 - 15:31

  • ‘เพื่อไทย’ จี้ ‘ประยุทธ์’ รู้จักพอ ประเทศต้องไปต่อ

  • ‘สุทิน’ ชี้ 8 ปีนานไป ต้องมีสามัญสำนึก เคารพประชาชนบ้าง

  • ‘ชูศักดิ์’ แฉแผนลึก ส.ว.นั่งร้านจะลง ส.ส.เตรียมเสนอแก้ รธน.ปลดล็อกตัวเอง

Pheu_Thai_urged_Prayut_to_stop_and_let_the_country_move_forward_SPACEBAR_Thumbnail_dda228a397.jpeg
วันที่ 17 มกราคม 2566 พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดงานเสวนา “ประเทศไทยต้องไปต่อ แต่ประยุทธ์ต้องพอเถอะ” โดยมี ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรค ร่วมเสวนา 

ชูศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้ประกาศว่าประเทศไทยต้องไปต่อ ขณะเดียวกันยังสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หวังส่งสัญญาณหมายถึงเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อ ประเทศไทยจะขาดตัวเองไม่ได้ ทั้งที่จะได้ ส.ส. ถึง 30 คนหรือไม่ แต่พล.อ.ประยุทธ์ ควรหยุด เนื่องจากที่มาของ พล.อ.ประยุทธ์ มาจากการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วนิรโทษกรรมตัวเองให้ไม่เป็นความผิด ซึ่งพรรคเพื่อไทย ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการยึดอำนาจเป็นความผิดไม่มีอายุความ ห้ามให้มีการยึดอำนาจและผิดต่อประเพณีการปกครองของประเทศ 

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และพยายามแต่งตั้งองคาพยพในการเสนอกฎหมาย และปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่ไปถึงไหนยังค้างในสภาฯ ทั้งที่เขียนไว้ในท้ายรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำให้เร่งทำให้สำเร็จ แต่การดำเนินการสวนทางกับความเป็นจริง  

ดังนั้นพรรคเพื่อไทย จึงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อไม่ให้ ส.ส.โหวตนายกฯ แต่ ส.ว.บอกจะแก้มาตรา 158 เรื่องการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ซึ่งตนรู้ลึกกว่านั้นว่า ส.ว.จะเสนอให้ปลดล็อกแก้ไขคุณสมบัติ ส.ว.ด้วย จากเดิมหาก ส.ว.จะสมัครเป็น ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่งมาเกินกว่า 2 ปี เป็นไม่มีกำหนด หาก ส.ว.ทำแบบนี้จริงคงสุดยอดโกลาหล 

ชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเมืองจะยิ่งเลวลงไม่ใช่เจริญขึ้น บางคนเป็น ส.ส.พรรคนี้ แต่ไปโหวตให้อีกพรรคหนึ่ง ที่นั่งในสภาฯ อยู่ตรงไหนไม่รู้ แล้วมาโหวตให้รัฐบาล เห็นได้ชัดว่าปฏิรูปการเมืองล้มเหลว ปฏิรูประบบราชการล้มเหลว เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่า วันดีคืนดีจะได้เห็นเงินจำนวนมากในห้องข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่น่าแปลกประหลาด น่าสังเวชใจที่ประเทศไทยมาถึงจุดนี้คือ เห็นภาพนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยืนเข้าแถว ถือพวงมาลัยใส่พานให้รัฐมนตรี  

ถามว่าการเมืองในประเทศไทยขณะนี้เป็นแบบนี้หรือ ระบบราชการประเทศไทยเป็นขนาดนี้เลยหรือ หากไปสืบสาวราวเรื่อง การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพราะก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำหรือไม่ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังกระชากลากถูประเทศไปแบบนี้ แล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญต้องไปต่อ ประเทศจะยิ่งดิ่งลง และท้ายที่สุดจะตกต่ำที่สุดในเอเชีย  

“การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจตัวเอง อยู่ๆ สะดุดขาตัวเองจะแก้ไขให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี ถ้าเป็นผมคงอยู่ไม่ได้ เพราะการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 ให้การดำรงนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ครบวาระ 8 ปีก็จริง แต่ตุลาการ อีก 3 เสียง บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติแล้ว เพราะดำรงตำแหน่งมา 8 ปี การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ขาดคุณสมบัติ เสียงต้องเอกฉันท์ สะอาด ปราศจากราคีทั้งหลายทั้งปวง” ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค พท.กล่าว 

สุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ อยากจะอยู่ต่อ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาและมองเห็นถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ได้แก่ ข้อกฎหมาย ซึ่งจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหยุดหรือไม่ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องไม่เกิน 8 ปี ซึ่งในข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหยุดทำหน้าที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 แต่เมื่อมาถึง ปี 2568 กลับขอเป็นต่ออีก 2 ปี ซึ่งไม่มีข้อกฎหมายในประเทศจะให้เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครึ่งวาระแต่อย่างใด 

“สามัญสำนึก วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ สร้างมรดกทางความคิดที่เลวร้ายให้ลูกหลาน และความเคารพต่อความรู้สึกประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดูว่าปฏิกิริยาสังคม โพลต่างๆ มีต่อตนเองอย่างไร ซึ่งตนไม่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รู้ว่าประชาชนเกลียดตัวเอง เพราะการเผยแพร่ข่าวสารในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดทุกวัน คนในครอบครัวและลูกน้องต้องบอกอยู่แล้ว”  

สุทิน กล่าวต่อว่า สำนึกในความรับผิดชอบต่อประเทศ หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ต่อท่ามกลางภาพอนาคตที่จะแย่ลงกว่าวันนี้ ต้องลงทุนทำอะไรบ้าง แต่กลับเป็นว่าสร้างพรรคเฉพาะกิจ ตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต และสร้างความเสียหายให้กับประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ และยังจะวางแผนต่อสู้อีก เช่น หนีการอภิปรายตามมาตรา 152 ทั้งที่ผลโพลบอกว่าเพื่อไทยนำ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังจะไปต่อ ซึ่งหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ วางแผนจะทำอะไรต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จะหักเจตนาประชาชนอีกครั้งหรือไม่  

สุทิน กล่าวด้วยว่า สุดท้ายธรรมะโลกนี้ต้องมีความพอดี ยกตัวอย่างระบบจักรวาล ดวงอาทิตย์มีขึ้น มีลง หากดวงอาทิตย์ไม่ลงภายใน 12 ชั่วโมงโลกจะไหม้เป็นจุล ต้องมีเวลาอยู่ที่พอดี เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีเวลาที่รู้จักพอ 

“ผมเชื่อว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นของฝ่ายเพื่อไทยแน่ แต่หากสมมติคุณจะเป็นรัฐบาลแบบถูลู่ถูกัง  จะผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจทีต้องแจกกล้วย เพราะเป็นรัฐบาลแบบเป็ดง่อย อ่อนเปลี้ย อย่าทำเพื่อสนองกิเลสตัวเองอีกเลย ตอนนี้ประเทศจมดิ่งลงในโคลนแล้ว ในการอภิปรายตามมาตรา 152 ความจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเปิดเผย เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านและประชาชน สุดท้ายจะยุบสภาฯ หนีอภิปราย แล้วประชาชนจะลงโทษในการเลือกตั้ง” รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าว  

ขณะที่ จาตุรนต์ กล่าวว่า ปรากฎมีหลักฐานการคิดร่วมกันของ ส.ว. ที่ไม่ใช่แค่โยนหินถามทาง แต่เป็นความตั้งใจปลดล็อกให้สามารถเป็นนายกฯ ได้ไม่สิ้นสุด หาทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ ตนกังวลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคอื่น ก็ได้เสียงเกินครึ่งในสภาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะมีงูเห่าเต็มสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ 

จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ ประชาชนจะพิจารณาจากการบริหารงานที่ดี สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ หากทำได้ก็จะได้รับเลือกจากประชาชนให้เป็นรัฐบาลและผู้นำประเทศต่อ แต่หากบริหารงานไม่ดีก็จะไม่ได้รับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรูปแบบการเลือกตั้งที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง   

ในทางกลับกันการขับเคลื่อนประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับไปสมัครสมาชิกพรรคของอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อจุดมุ่งหมายของในการเป็นแคนดิเคตนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 2 ปี ตามกฎหมาย แม้ความจริงจะเกินมาแล้ว 

ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฎมีหลักฐานการคิดร่วมกันในหมู่ ส.ว. ที่ไม่ใช่แค่โยนหินถามทาง แต่เป็นความตั้งใจปลดล็อกให้สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่สิ้นสุดหาทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ ตนกังวลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคอื่น ก็ได้เสียงเกินครึ่งในสภาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะมีงูเห่าเต็มสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ 

“ที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ประเทศไทยฟื้นตัวช้าที่สุดและเศรษฐกิจโตเป็นอันดับท้ายๆ ในอาเซียน ในปี 2564 โตเพียง 1.3% จะพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างไร ต้องแก้ปัญหาส่งออก แต่กลับไม่เคยเจรจาการค้า ปัญหาการคอร์รัปชันยิ่งเลวร้ายมาตลอดในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ขอเรียกร้องให้ ส.ว.ร่วมปิดสวิตซ์ตัวเองซะ และเพื่อให้เลือกตั้งมีผลสะท้อนความต้องการประชาชนจริงๆ เพื่อไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เสียงเพียงพอไปต่อ” จาตุรนต์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์