การประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม โดยมีจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ,ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานในปัจจุบันด้วย
จุลพันธ์ แถลงหลังการประชุมว่า การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยวันนี้ เป็นวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวาระของการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล พรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นมติที่สมาชิกได้มีร่วมกัน และพรุ่งนี้มีการนัดหมาย ก่อนการประชุมราว 09.00 น. เพื่อที่จะไปประชุมร่วมกัน และเตรียมความพร้อมสู่การลงมติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้มีการคุยเรื่องการส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปอย่างไรบ้าง จุลพันธ์ กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน พรุ่งนี้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วก็คงได้มีการพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหารือนัดหมายในเรื่องของการพิจารณาเรื่องการจัดสรร และการทำงานร่วมกันต่อไป
ส่วนภายในของเพื่อไทยมีการพูดคุยกันหรือยังนั้น จุลพันธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายไป เมื่อถามย้ำว่า ใกล้ลงตัวหรือยัง จุลพันธ์กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามเรื่องตัดงบอาหารกลางวันของ สส. จุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาต่อเนื่อง อดีต สส.ของเราหลายคนก็พูดในสภามาหลายครั้ง เป็นเรื่องที่มีความพยายามแล้ว ในชั้นของกรรมาธิการมีการพูดในเรื่องของการปรับลดงบประมาณของสภาในส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินนี้ไปหลายครั้ง รวมถึงเรื่องของอาหาร เรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เคยดำเนินการมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยปรับลด ซึ่งตรงนี้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านมีจิตสำนึกและมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น เพียงแต่ว่า วันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวาระ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าสภาอยู่ในกรอบของข้อบังคับการประชุมเท่านั้นเอง จังหวะในการพูดจริงๆ แล้วเรื่องจะต้องรอให้ถึงวาระของมัน เช่น เรื่องของการหารือ หรือจังหวะวาระของการประชุมกรรมาธิการ หรือประชุมวาระหนึ่งของ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งคงมีการเปิดให้มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่าง และคงมีการพูดคุยกันเมื่อถึงวาระที่




