แม้จะอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน แต่ภาพรวมการทำงานของ พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลานี้ กลับดูเหมือนว่า ‘จะแตกต่างกัน’
ไม่กี่วันก่อน รัฐบาลนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดฉากงานสัมมนาระดับชาติ ‘Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการข้ามสายงานครั้งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงเสาหลัก ได้แก่
- กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
- กระทรวงศึกษาธิการ
- กระทรวงแรงงาน
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เวทีนี้ ‘ไม่ธรรมดา’ ดูเผินๆ เหมือนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ แต่มองให้ลึกอีกนิด พบว่า ทั้ง 5 กระทรวงที่ผนึกกำลัง ล้วนแล้วแต่อยู่ในการดูแลของ ‘พรรคเพื่อไทย’
งานนี้ จึงเสมือนเป็นการแถลงผลงาน 90 วันของ 5 กระทรวงใน ‘พรรคเพื่อไทย’ ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละคนของ ‘เพื่อไทย’ ผลัดกันขึ้นเวทีนำเสนอผลงาน พร้อมตัวเลขที่สะท้อนความคืบหน้าด้านต่างๆ ประกอบด้วย
• ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว.
90 วัน กระทรวง อว. ชู 10 ผลงานเด่น อาทิ โครงการ TCAS69 เท่าเทียม ใช้งบ 147 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายนักเรียนกว่า 9 แสนคน, ใช้ AI ตรวจวิจัยซ้ำซ้อน ประหยัดงบกว่า 72 ล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอ ครม. ปรับเงินชดเชยพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการวิจัยอวกาศ CE-7 MATCH ร่วมจีน ขยาย Traffy Fondue ครอบคลุม 37 จังหวัด พัฒนา Digital Healthcare แพลตฟอร์มแก้จน และงานวิจัยด้านบริหารจัดการน้ำและรถไฟไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
• สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์
สรุปผลงาน 90 วัน ชูการยกระดับภาคเกษตรผ่านการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ส่งเสริมข้าวคาร์บอนต่ำ บริหารจัดการน้ำ ปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 146 คดี ขยายตลาดส่งออกผลไม้และแก้ปัญหากุ้งไทย ผลักดันเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมเดินหน้าพักและลดหนี้เกษตรกรวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท
• จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน
เผยผลงาน 90 วัน โดยจัดหางานให้ประชาชนกว่า 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) พร้อมขยายตลาดแรงงานไทยไปต่างประเทศเกือบ 3 หมื่นคน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน
• ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ
ชูผลงาน 90 วัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เตรียมผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ ลดภาระครูผ่านนโยบาย “คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก” พร้อมยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล และสานต่อโครงการ ODOS ส่งเยาวชนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศ
• นิกร โสมกลาง รมว.พม.
สรุปผลงาน 90 วัน ชูการใช้ Social Map และ AI ดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 1 ล้านคน พร้อมผลักดันเพิ่มเบี้ยคนพิการและเบี้ยเด็กเล็ก ยกระดับที่อยู่อาศัย สร้างอาชีพ และส่งเสริมการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
เวทีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์ผลงาน
แต่ยังเป็นความพยายามสะท้อนให้สังคมหันมาสนใจสิ่งที่รัฐบาล ‘ทำ’
มากกว่าประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง
แต่เมื่อ ‘รัฐบาลผสม’ มีผลงาน คำถามต่อมาคือ “ใครคือเจ้าของผลงาน” การนำรัฐมนตรีจาก 5 กระทรวงของพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีเดียวกัน จึงไม่ใช่เพียงการสรุปผลการทำงาน แต่ดูเหมือนการรวบรวมเครดิตของกระทรวงต่างๆ ให้เชื่อมโยงกลับมาที่แบรนด์ ‘เพื่อไทย’ อย่างเป็นระบบ
ภาพที่ออกสู่สายตาประชาชน จึงเป็นไปได้ที่จะถูกมองว่า “ผลงานรัฐบาล = ผลงานเพื่อไทย” หรือไม่? ทั้งที่กระทรวงสำคัญอีกหลายแห่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ‘ภูมิใจไทย’
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทย แม้จะเป็นแกนนำหลักของรัฐบาลนี้ แต่ดูเหมือนจะ ‘ติดหล่ม’ กลายเป็น ‘ทุกขลาภ’ หรือไม่? เพราะพื้นที่ข่าวในช่วงเดียวกันนี้ กลับถูกบดบังไปด้วย ประเด็นการตรวจสอบและข้อพิพาททางการเมือง ทั้งคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ที่หน่วยงานต่างๆ กำลังตรวจสอบ หรือการฟ้องร้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องฮั้วเลือก สว. ซึ่งทำให้ชื่อของพรรคภูมิใจไทย ต้องปรากฏบนหน้าสื่อในฐานะ ‘ผู้ถูกตรวจสอบ’ มากกว่า
ฟากหนึ่งของรัฐบาล กำลังพยายามสร้าง ‘ผลงาน’ ขณะที่อีกฟาก กำลังบริหาร ‘แรงกดดัน’ ที่เข้ามาไม่ขาดสาย
แม้ว่า ในหลายประเด็น จะยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ภาพลักษณ์ที่สังคมรับรู้ในเวลานี้ กลับแตกต่างกัน จากการแสดงพลังของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้ ‘ผลงาน’ เป็นเครื่องมือ เพื่อให้ประชาชนจดจำว่า ผลงานเหล่านี้เป็นของ ‘เพื่อไทย’ หรือไม่? ขณะที่ ‘ภูมิใจไทย’ เอง ช่วงนี้กำลังใช้เวลาส่วนหนึ่งในการตอบโต้และรับมือกับแรงกดดัน
คำถามในเวลานี้ จึงไม่ใช่ว่า พรรคไหนมีผลงานมากกว่ากัน แต่คือ พรรคไหนสามารถทำให้ประชาชน ‘จดจำ’ ผลงานของตัวเองได้มากกว่ากัน เพราะในการเมือง ภาพจำที่เกิดขึ้น มักส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชน ไม่แพ้ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายเหล่านั้น
งานนี้ ‘ภูมิใจไทย’ คงต้องเร่งมือสร้างผลงานอย่างจริงจังแล้ว เพราะ ‘เกมอภินิหารการเมือง’ ไม่ใช่แค่เรื่องของความตั้งใจในการทำงาน แต่คือบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองใดจะสามารถยึดครองพื้นที่ในใจประชาชนด้วย ‘ผลงานที่จับต้องได้’ ได้เหนือกว่าอีกฝ่ายที่มัวสาละวนอยู่กับการ ‘ถูกตรวจสอบ’




