ครบรอบ 94 ปี เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475
SPACEBAR พาสำรวจ 7 ร่างแก้ไข กำหนดที่มา สสร. อย่างไร ? จุดเริ่มต้นในการสถาปนา ‘รัฐธรรมนูญ’ ฉบับใหม่
เหตุจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ได้กำหนดบรรทัดฐานไว้ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ ‘ประชาชน’ เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย จากตามความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
บทสรุปจากการหารือร่วมกันระหว่าง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา นำโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ประธาน กทธ. และ กมธ.กิจการศาลฯ นำโดย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธาน กมธ. พร้อมตัวแทนพรรคต่างๆ
ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้าร่วมอธิบายความ ได้แก่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, อุดม สิทธิวิรัชธรรม และ สราวุธ ทรงศิวิไล
ความเห็นจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุคล้ายกันว่า “การเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากประชาชนโดยตรง สามารถดำเนินการได้ แต่ ‘คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ ไม่อาจมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”
สอดรับกับแนวทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในร่างของพรรคประชาชน, สว. และ ภาคประชาชน
แต่ฝ่าย ‘ภูมิใจไทย’ มองว่า เป็นเพียง ‘ความเห็นส่วนตน’ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ใช่ ‘คำวินิจฉัย’
สาระสำคัญร่างแก้ไข ที่รอนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา กำหนดที่มา สสร.อย่างไร
พรรคภูมิใจไทย สสร. 100 คน
รัฐสภาเป็นผู้กำหนด 100% ไม่ได้ให้ประชาชนเลือกโดยตรง ใช้ที่มา สสร. จากตัวแทน จังหวัด 77 คน และ ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน นอกจากนั้น ยังกำหนดให้มี สสร.สำรองอีก 300 คนด้วย
พรรคประชาชน 2 ร่าง สสร. ร่างละ 150 คน
ร่างแรก ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เลือกแคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 150 คน แบ่งเป็นมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ 100 คน และอีก 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เสมือนตัวแทนเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพ แล้วจึงนำกลับมาให้รัฐสภารับรองทั้งหมด แยกรายบุคคลไม่ได้ และหากไม่รับรอง จะต้องเลือกตั้งใหม่
ร่างที่สอง ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง ให้ได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็น 200 คน แบบแบ่งเขต และ 100 คน แบบบัญชีรายชื่อ แล้วส่งรายชื่อ ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ แบบแบ่งเขต 100 และแบบบัญชีรายชื่อ 50 คน รวมเป็น 150 คน
พร้อมกำหนดหลักการคัดเลือก โดยใช้การคํานวณคะแนนพึงมี โดยสมาชิกรัฐสภา 700 คน เลือก สสร.ได้ 1 คน กล่าวคือ หากหารตามสัดส่วน แคนดิเดตที่ได้รับคะแนนมากกว่า 7 จะถือว่าได้เป็น สสร.ในทันที แล้วค่อยมาเลือกที่เหลือไปเรื่อยๆ จนครบจำนวน และให้เป็นการลงมติลับ เพื่อคงความเป็นอิสระของ สสร.
พรรคเพื่อไทย สสร. 152 คน
เลือกตั้งเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน และมาจากการแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อของ สส., สว., ครม. และองค์กรส่วนต่างๆ อีกจำนวน 52 คน
พรรคประชาธิปัตย์ สสร. 100 คน
มาจากตัวแทนจังหวัดด้วยการหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-voting) ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ออกระเบียบรองรับ ให้ได้จังหวัดละ 3 คน จากนั้นส่งรายชื่อเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกให้เหลือ 80 คน
โดยใช้ระบบลงคะแนนแบบจำกัดเสียง สมาชิกรัฐสภา 1 คน โหวตได้ 1 เสียง เรียงตามลำดับคะแนนสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเสียงข้างมาก
และอีก 20 คน เป็นสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ตัวแทนจากศาลฎีกา 5 คน ตัวแทนจากศาลปกครอง 5 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 5 คน และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์อีก 5 คน โดยมอบหมายให้ที่ประชุมอธิการบดี เป็นผู้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกในส่วนของนักวิชาการ
สว. นำโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากรใช้วิธีแยกออกเป็น 2 องค์กร
คือ สภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 200 คน แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต100 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
และมีคณะกรรมาธิการยกร่างจำนวน 35 คน ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ซึ่งจะแปลเนื้อหาที่ได้จากการรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นภาษาของรัฐธรรมนูญเท่านั้น แล้วจึงนำกลับมาเสนอให้สภารับฟังความคิดเห็นรับรองอีกชั้นหนึ่ง
ภาคประชาชน สสร. 300 คน
เลือกตั้งโดยตรง 100% แบ่งเป็นแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน หากใครได้ไม่ถึง 1 % ไม่ได้เป็น สสร. และแบบแบ่งเขต 150 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คน ตามสัดส่วนประชากร
สรุปความคืบหน้าล่าสุด
พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างแก้ไขถึงมือประธานสภาเป็นที่เรียบร้อย เช่นเดียวกับพรรคประชาชน ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการปรับปรุงร่างเล็กน้อย ภายหลังได้ฟังความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับพรรคเพื่อไทย ยังรอการเสนอ เนื่องจากก่อนหน้านี้มี สส.พรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนขอถอนรายชื่อออกไป และยังมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก ส่วนพรรคประชาธิปัตย์, สว. และภาคประชาชน ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ
ทั้งนี้ ยังคงต้องรอการเปิดเผยจากที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า จะมีการพิจารณาในวันที่ 7-8 ก.ค.ตามที่ได้หารือกันไว้หรือไม่ หรือจะรอการรวบรวมรายชื่อของภาคประชาชนให้ครบเรียบร้อยก่อน เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน



