26 เม.ย. 66 ‘ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร’ ผู้สมัคร ส.ส. จ.มหาสารคาม เขต 3 เบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ‘อนุชา บูรพชัยศรี’ รองเลขธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงกรณีค่าไฟแพงว่า เกิดมาจากกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่มีการทำสัญญาในสมัยรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ทำให้รัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ต้องรับผิดชอบกับสัญญาและกำลังการผลิตส่วนเกิน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟแพง
โดยยุทธพงษ์ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มองเห็นความผิดพลาดในการบริหารงานของตนเองเลย ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในช่วงปี 2554-2557 มี GDP โตเฉลี่ยอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ และจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนั้น GDP น่าโตถึง 7 เปอร์เซ็นต์ จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะในช่วงปี 2557-2564 (GDP) ภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.4 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นอันดับที่ 8 ของอาเซียน อ้างอิงจากกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร ตัวเลขการเติบโตเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต ดีแต่โทษคนอื่น ไม่เคยมองความผิดตน
ยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตได้ ด้านการบริหารยังไร้ประสิทธิภาพ ละเลยและไม่ใส่ใจ ทั้งที่ผ่านมาสามารถเปิดช่องทางการเจรจาวางแผนปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) หรือเจรจากับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้พิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่ กฟผ.แบกรับภาระไว้ในการชำระคืนผ่านค่า FT จนวันนี้ภาระค่าไฟฟ้าตกอยู่ที่ประชาชน นอกจากไม่คิดจะเจรจาแก้ไขปัญหา ยังเดินหน้าก่อปัญหาใหม่
กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการโรงไฟฟ้าขยะ โครงการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนลุ่มน้ำโขง 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปากลายเป็นเวลา 29 ปี และเขื่อนหลวงพระบาง เป็นเวลา 35 ปี ตามลำดับ และยังไม่นับรวมการรับซื้อไฟฟ้าก่อนหน้านี้ที่กำลังจะทยอยเข้าระบบสายส่งเพิ่ม ทั้งจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจากภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น ทั้งที่ไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองเหินกว่าความจำเป็นไปแล้ว
“8 ปีบริหารเศรษฐกิจไม่โต นั่งโทษแต่คนอื่น สร้างปัญหาต่อ ก่อปัญหาใหม่ แบบนี้เห็นที่ประเทศไทยน่าจะยังห่างไกลความเจริญ ถ้ามีผู้นำชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยุทธพงศ์ กล่าว
โดยยุทธพงษ์ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มองเห็นความผิดพลาดในการบริหารงานของตนเองเลย ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในช่วงปี 2554-2557 มี GDP โตเฉลี่ยอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ และจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนั้น GDP น่าโตถึง 7 เปอร์เซ็นต์ จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะในช่วงปี 2557-2564 (GDP) ภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.4 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นอันดับที่ 8 ของอาเซียน อ้างอิงจากกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร ตัวเลขการเติบโตเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต ดีแต่โทษคนอื่น ไม่เคยมองความผิดตน
ยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโตได้ ด้านการบริหารยังไร้ประสิทธิภาพ ละเลยและไม่ใส่ใจ ทั้งที่ผ่านมาสามารถเปิดช่องทางการเจรจาวางแผนปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) หรือเจรจากับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้พิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่ กฟผ.แบกรับภาระไว้ในการชำระคืนผ่านค่า FT จนวันนี้ภาระค่าไฟฟ้าตกอยู่ที่ประชาชน นอกจากไม่คิดจะเจรจาแก้ไขปัญหา ยังเดินหน้าก่อปัญหาใหม่
กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการโรงไฟฟ้าขยะ โครงการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนลุ่มน้ำโขง 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปากลายเป็นเวลา 29 ปี และเขื่อนหลวงพระบาง เป็นเวลา 35 ปี ตามลำดับ และยังไม่นับรวมการรับซื้อไฟฟ้าก่อนหน้านี้ที่กำลังจะทยอยเข้าระบบสายส่งเพิ่ม ทั้งจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจากภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น ทั้งที่ไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองเหินกว่าความจำเป็นไปแล้ว
“8 ปีบริหารเศรษฐกิจไม่โต นั่งโทษแต่คนอื่น สร้างปัญหาต่อ ก่อปัญหาใหม่ แบบนี้เห็นที่ประเทศไทยน่าจะยังห่างไกลความเจริญ ถ้ามีผู้นำชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยุทธพงศ์ กล่าว




