กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ขึ้นมาในบัดดล เมื่อนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน พูดขึ้นในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันอังคารที่ 21 พ.ย.66 ถึงความผิดหวังและสมหวังของการแต่งตั้งผู้กำกับการตำรวจใหม่ ซึ่งสื่อไปในทางมี “ตั๋วฝาก” จาก สส.ในพรรคเข้ามาเป็นจำนวนมาก
จนทำให้มี สส.พรรคเพื่อไทยหลายคนในที่ประชุมวันนั้น “ผิดหวัง”
คำพูดดังกล่าวของนายกฯ เศรษฐา นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความไม่เหมาะสม เพราะในหมวดที่ 9 ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 185(3) ห้ามไว้ไม่ให้ฝ่ายการเมืองทั้งรัฐมนตรี สส.และ สว.เข้าไปใช้อำนาจก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ สส.ฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคก้าวไกล ประกาศจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้
โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ในเอ็กซ์ระบุว่า เรื่องตั๋วตำรวจที่คุณเศรษฐาพูดออกมาในทำนองว่ามี สส.เพื่อไทยฝากกันมาเยอะ ผิดทั้งรัฐธรรมนูญ จริยธรรมนักการเมือง พ.ร.บ.ตำรวจ
เป็นถึงนายกฯ กลับทำเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่เป็นการใช้เส้นสายและผิดกฎหมาย นี่ยังไม่นับว่าตำรวจอีกมากที่ไม่ใช้เส้นสาย เขาจะช้ำใจและเสียใจมากขนาดไหน ครอบครัวของเขาอีกหลายคนนะครับที่ได้รับผลกระทบ
รัฐบาลนี้เริ่มต้นไม่ทันไร ก็ทำให้ระบบเส้นสายเติบโตเสียแล้ว มันถึงไม่แปลกที่เราถึงได้เห็นองค์กรตำรวจเป็นแบบนี้ นี่ใช่มั้ยถึงไม่อยากใช้คำว่าปฏิรูป นี่ใช่มั้ยถึงไม่กล้ามาตอบกระทู้ในสภา น่าผิดหวังมากครับ ผิดหวังแทนตำรวจชั้นผู้น้อยที่ไม่มีเส้นสาย
“เรื่องนี้จะต้องตรวจสอบกันอย่างแน่นอน คุณเศรษฐา อย่าได้หนีการตรวจสอบ และเอาความจริงมาพูด ว่าตกลงฝากใครไปบ้าง ผู้กำกับคนไหนได้ ตั๋ว สร.1 (ตั๋วนายกฯ) ได้ตั๋วเพื่อไทย และผมขอเรียกร้องพี่น้องตำรวจให้ช่วยกันส่งเรื่องนี้มาให้ผม เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้นิ่งเงียบเด็ดขาด”
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน กมธ.ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุเช่นกันว่า กมธ.ตำรวจมีมติจะเชิญนายกฯ มาชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้
นายชัยชนะ มองว่า สิ่งที่นายกฯ ระบุไว้ว่ามีการขอตำแหน่งผู้กำกับการมาเยอะ ซึ่งมีทั้งคนผิดหวังละคนสมหวัง ประเด็นดังกล่าวหากเป็นข้อเท็จจริงตามที่นายกฯ พูด ก็ต้องระบุว่า สส.คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง หากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำให้หลุดพ้นจากตำแหน่ง
“ไม่สามารถวิจารณ์ได้ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องตั๋วตำรวจหรือไม่ แต่จะต้องเชิญนายกฯ มาชี้แจงตอบคำถามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีเจตนาอะไร หากไปถามเรื่องมีการวิ่งเต้น แต่งตั้งโยกย้ายหรือไม่จะเป็นการกล่าวหาต่อองค์กร จึงไม่ขอก้าวล่วง”
นายชัยชนะ ย้ำว่า สิ่งที่นายกฯ พูด หากเป็นจริงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเดือดร้อนทั้งพรรค เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) “ขอย้ำว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่แล้ว หากมีหลักฐานชัดเจนเชื่อว่าจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี”

ขณะที่นายกฯ เศรษฐา ชี้แจงในสิ่งที่พูดไปว่า ไม่ใช่เรื่องการฝาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจแทรกแซง และไม่เคยก้าวก่ายการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพราะเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องพิจารณาตามผลงาน
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นตัวแทนของประชาชน มีการเข้ามาพูดคุยกันในเรื่องของปัญหายาเสพติดที่เรื้อรังมานาน และอาจไม่สบายใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทั้ง สส.และตนเอง ไม่มีใครมาขอตำแหน่งเรื่องผู้กำกับ
“เราพูดเรื่องความ ไม่ใช่เรื่องคน ซึ่ง “ความ” ในที่นี้หมายถึงการมีปัญหาในพื้นที่ โดยเราเองก็มาพูดถึงปัญหาในพื้นที่ตรงนี้มากกว่า ขอยืนยันว่าไม่เคยก้าวก่าย หรือไปสั่งการกับสตช.และการแต่งตั้ง ผกก. และไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจผมด้วย”
เมื่อถามย้ำว่า ที่นายกฯ พูดว่ามีคนที่ผิดหวังและสมหวัง และมีคนขอเข้ามาเยอะนั้น หมายถึงอะไร นายกฯ อธิบายว่า หมายถึงคนสมหวังและผิดหวังเจ้าหน้าที่อาจทำงานไม่ดี ซึ่งตนเองก็ไม่สามารถจะไปบอกได้
สมมุติว่าเขาทำงานไม่ดี อำนาจนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถสั่งย้ายได้อยู่ดี เพียงแต่บอกว่าพื้นที่ในโซนนี้ เขตนี้ มีปัญหาเรื่องยาเสพติดเยอะ จึงอยากฝากดูแลหน่อย ถ้าเกิดมีการกำกับดูแลแล้ว และยังยืนยันว่าตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ความเหมาะสมอยู่ ก็ต้องให้เขาทำงานต่อไป
“ขอย้ำว่า เราพูดเรื่องความ ไม่ใช่พูดเรื่องคน”
“ขอยืนยันไม่เคยไปสั่งการหรือก้าวก่าย และสส.ไม่เคยมาขอ”
โบราณว่า “คำพูดเป็นนาย” เมื่อพูดสิ่งใดออกไปแล้วก็จะเป็นการผูกมัดให้ทำตาม แต่กล่าวสำหรับนายกฯ เศรษฐา ที่มาจากซีอีโอของบริษัทใหญ่ หลายครั้งเมื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้วิธีแบบซีอีโอที่ถนัด พูดจาสั่งการกับข้าราชการใหญ่น้อยในหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาหมูเถื่อน ที่ออกอาการเกรี้ยวกราดกับอธิบดีดีเอสไอ หรือกรณีจะนำตำรวจจีนมาลาดตระเวนในเมืองท่องเที่ยวของไทย ที่สื่อสารกับผู้ว่า ททท.ในวันเดียวกัน
หรือแม้แต่ประเด็นปมปัญหาเรื่องการแจกเงินหมื่นในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่พูดกันคนละความหมายกับทั้งผู้ว่าแบงก์ชาติ เลขาธิการสภาพัฒน์ และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
และกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าการโยนปากกากลางวงประชุม การเรียกตำรวจพลขับลงจากรถระหว่างลงพื้นที่ที่ จ.เชียงใหม่
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพสะท้อนการทำงานของนายกฯ เศรษฐา ที่ดูเหมือนจะหลุดแล้วหลุดอีก เช่นเดียวกับกรณี “ตั๋วสร.1” หรือตั๋วเพื่อไทยหนนี้ จึงนับเป็นอีกบทเรียนหนึ่งของนายกฯ ซีอีโอ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในรอบไม่ถึงสามเดือน




