พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์บางช่วงบางตอนกับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ถึงประเด็นที่มีการโหมกระแสจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่อนไลน์ เรื่องอิสระในการเลือกนายกฯ รวมทั้งการ 'โนโหวต' วันที่ 13 ก.ค.นี้ ผ่านแฮชแท็ก #SAVESENATE โดย พิธา อ้างถึงข้อความที่ระบุว่า “ส.ว.มีอิสระในการเลือกคนดี มีความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ยึดโยงกับผลการเลือกตั้ง ส.ส.แต่อย่างใด” พร้อมแสดงความเห็นว่า ควรมีคำว่า “ประชาชน” อยู่ในนั้นด้วย และหากมีคำว่า “ประชาชน” อยู่ในสมการนี้ ก็ต้องยึดโยงกับผลเลือกตั้ง ส.ส. นั่นคือหลักการของรัฐบาลเสียงข้างมาก
“ไม่อย่างนั้นจะเลือกตั้งทำไม ตั้งหลายพันล้าน เพื่อไปเลือกคนที่อยากให้เป็นนายกฯ ไปมอบฉันทะให้ไปจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งผมตั้งแล้ว ได้มา 8 พรรค ได้มา 312 เสียง ตรงนี้คิดว่ามีเอกสิทธิ์ในการเลือก แต่ท่านต้องเลือกตามหลักการ ทั้งนี้ เรื่องความซื่อสัตย์ คนดี แต่ระบบต้องดีกว่า เพื่อคัดกรองความซื่อสัตย์ การไม่คอร์รัปชั่น” พิธา ระบุ
พิธา กล่าวอีกว่า ส่วนยึดมั่นความเป็นชาติ แน่นอนว่าศาสนาโอบรับความหลากหลาย โดยสถาบันกษัตริย์และสถาบันประชาชนต้องอยู่คู่กัน หากนำสถาบันมาอ้าง ยิ่งทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเสียงของประชาชนที่ได้เลือกตั้งมา ซึ่งมองว่าไม่เป็นผลดีกับสถาบัน
“เพราะพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรเอามาเป็นเหตุและผลตรงนี้ เข้าใจว่ามีกลุ่มคนหลายคนที่ไม่อยากเห็นผมเป็นนายกฯ ไม่ว่าเขาจะสูญเสียสัมปทาน สูญเสียผลประโยชน์ที่เขาเคยมีอยู่ แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ แล้วอ้างสถาบันมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าใช้เป็นเหตุผลแบบนี้ไม่ประโยชน์กับสถาบันไหนเลยในประเทศไทย” พิธา ระบุ
“อยากจะขอให้หยุดเถอะครับ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง อย่าดึงพระองค์ท่านลงมาแล้วใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าแล้วบอกว่าจะไม่เลือกตามเสียงข้างมาก ผมว่าอันตรายเกินไป และไมได้เป็นเรื่องของผมเลย เป็นหลักการการบริหารประเทศทั่วไป” พิธา ระบุ
สำหรับประเด็นที่อาจมีการชูเรื่องความจงรักภักดี ในการโหวต หรือไม่โหวตให้นั้น พิธา ก็ชี้แจงโดยเชื่อว่าการแสดงความจงรักภักดีทำให้สถาบันธำรงอยู่ คือการไม่ให้ใครเอาสถาบันลงมาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำตามมติประชาชน หรือโจมตีคนอื่น รังแกคนเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่าใน 20 ปีที่ผ่านมา มีการขู่แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เราไม่ยอมแก้ออก และใช้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนคำถามที่ว่า หากเลือก พิธา เหมือนไม่จงรักภักดีนั้น เจ้าตัวระบุว่า เป็นการอนุมานที่ผิดมาก
“เป้าหมายตรงกัน ประเมินกับวิธีการต่างกัน นี่คือสิ่งที่ได้คุยกับวุฒิสภา ยังยืนยันว่าพระองค์ท่านควรอยู่เหนือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่เป็นระบอบที่ดีที่สุดของไทย” พิธา ระบุ
เมื่อถามย้ำถึงประเด็นความจงรักภักดีของ พิธา และพรรคก้าวไกล เจ้าตัวก็ตอบว่า “แน่นอน และต้องการให้ธำรงระบบแบบนี้ ไม่ให้ใครเอาพระองค์ท่านลงมาสู่การเมือง” ส่วนเมื่อถามถึงประเด็นที่ว่า หากโหวตให้ พิธา ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านร่างแก้มาตรา 112 เจ้าตัวก็บอกว่า “ถูกต้อง มีขั้น มีตอน ยังยืนยันอย่างเดิมว่าทั้งพระราชฐานะและพระราชอำนาจต้องคิดถึงอย่างประณีต ทำให้สถาบันอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปในอนาคต”
“20 ปีที่ผ่านมา ลองคิดดูดีๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้ว 20 ปีต่อจากนี้ ถ้าเรายังใช้วิธีเดิม แบบเดิม จะเป็นผลดี หรือเป็นผลเสียกันแน่ คิดถึงเยาวชน คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้สึกไม่เหมือนพวกเราที่ผ่านมาก่อน อีก 20 ปีข้างหน้าเรายังจะใช้วิธีแบบเดิมหรือ การที่คุณเป็นอนุรักษนิยม คุณต้องการอนุรักษ์บางสิ่งบางอย่าง คุณต้องการให้ธำรงอยู่แบบเดิม โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย หรือต้องการเดินน้าไปพร้อมกับสังคม เดินหน้าเข้าสู่ศตวรรษที่ 21” พิธา ระบุ
“ไม่อย่างนั้นจะเลือกตั้งทำไม ตั้งหลายพันล้าน เพื่อไปเลือกคนที่อยากให้เป็นนายกฯ ไปมอบฉันทะให้ไปจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งผมตั้งแล้ว ได้มา 8 พรรค ได้มา 312 เสียง ตรงนี้คิดว่ามีเอกสิทธิ์ในการเลือก แต่ท่านต้องเลือกตามหลักการ ทั้งนี้ เรื่องความซื่อสัตย์ คนดี แต่ระบบต้องดีกว่า เพื่อคัดกรองความซื่อสัตย์ การไม่คอร์รัปชั่น” พิธา ระบุ
พิธา กล่าวอีกว่า ส่วนยึดมั่นความเป็นชาติ แน่นอนว่าศาสนาโอบรับความหลากหลาย โดยสถาบันกษัตริย์และสถาบันประชาชนต้องอยู่คู่กัน หากนำสถาบันมาอ้าง ยิ่งทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเสียงของประชาชนที่ได้เลือกตั้งมา ซึ่งมองว่าไม่เป็นผลดีกับสถาบัน
“เพราะพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรเอามาเป็นเหตุและผลตรงนี้ เข้าใจว่ามีกลุ่มคนหลายคนที่ไม่อยากเห็นผมเป็นนายกฯ ไม่ว่าเขาจะสูญเสียสัมปทาน สูญเสียผลประโยชน์ที่เขาเคยมีอยู่ แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ แล้วอ้างสถาบันมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าใช้เป็นเหตุผลแบบนี้ไม่ประโยชน์กับสถาบันไหนเลยในประเทศไทย” พิธา ระบุ
“อยากจะขอให้หยุดเถอะครับ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง อย่าดึงพระองค์ท่านลงมาแล้วใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าแล้วบอกว่าจะไม่เลือกตามเสียงข้างมาก ผมว่าอันตรายเกินไป และไมได้เป็นเรื่องของผมเลย เป็นหลักการการบริหารประเทศทั่วไป” พิธา ระบุ
สำหรับประเด็นที่อาจมีการชูเรื่องความจงรักภักดี ในการโหวต หรือไม่โหวตให้นั้น พิธา ก็ชี้แจงโดยเชื่อว่าการแสดงความจงรักภักดีทำให้สถาบันธำรงอยู่ คือการไม่ให้ใครเอาสถาบันลงมาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำตามมติประชาชน หรือโจมตีคนอื่น รังแกคนเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่าใน 20 ปีที่ผ่านมา มีการขู่แบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เราไม่ยอมแก้ออก และใช้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนคำถามที่ว่า หากเลือก พิธา เหมือนไม่จงรักภักดีนั้น เจ้าตัวระบุว่า เป็นการอนุมานที่ผิดมาก
“เป้าหมายตรงกัน ประเมินกับวิธีการต่างกัน นี่คือสิ่งที่ได้คุยกับวุฒิสภา ยังยืนยันว่าพระองค์ท่านควรอยู่เหนือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่เป็นระบอบที่ดีที่สุดของไทย” พิธา ระบุ
เมื่อถามย้ำถึงประเด็นความจงรักภักดีของ พิธา และพรรคก้าวไกล เจ้าตัวก็ตอบว่า “แน่นอน และต้องการให้ธำรงระบบแบบนี้ ไม่ให้ใครเอาพระองค์ท่านลงมาสู่การเมือง” ส่วนเมื่อถามถึงประเด็นที่ว่า หากโหวตให้ พิธา ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านร่างแก้มาตรา 112 เจ้าตัวก็บอกว่า “ถูกต้อง มีขั้น มีตอน ยังยืนยันอย่างเดิมว่าทั้งพระราชฐานะและพระราชอำนาจต้องคิดถึงอย่างประณีต ทำให้สถาบันอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปในอนาคต”
“20 ปีที่ผ่านมา ลองคิดดูดีๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้ว 20 ปีต่อจากนี้ ถ้าเรายังใช้วิธีเดิม แบบเดิม จะเป็นผลดี หรือเป็นผลเสียกันแน่ คิดถึงเยาวชน คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้สึกไม่เหมือนพวกเราที่ผ่านมาก่อน อีก 20 ปีข้างหน้าเรายังจะใช้วิธีแบบเดิมหรือ การที่คุณเป็นอนุรักษนิยม คุณต้องการอนุรักษ์บางสิ่งบางอย่าง คุณต้องการให้ธำรงอยู่แบบเดิม โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย หรือต้องการเดินน้าไปพร้อมกับสังคม เดินหน้าเข้าสู่ศตวรรษที่ 21” พิธา ระบุ




