ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีดิไอคอนเป็นการภายใน โดยไม่ได้แจ้งกำหนดการให้สื่อมวลชนรับทราบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 09.00น. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีดิไอคอน ทยอยเดินทางขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าชุดทำคดีบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นต้น
ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทั้ง 3 หน่วยงาน อยู่ในความรับผิดชอบและมีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) จึงเรียกมาเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ และเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้เชิญ ผบ.ตร. ประธานปปง. เลขาธิการปปง. อธิบดีเอสไอ และที่ปรึกษาของ จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก จิราพร ติดภารกิจ ซึ่งอยากทราบว่าคดีดำเนินการไปถึงไหน อย่างไร จะมีข้อสรุปประมาณไหน ที่จะเป็นทิศทางในการดำเนินการ
เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้มีการรายงานหรือไม่ว่าตัวผู้ที่กระทำความผิดจะมีการสาวขึ้นไปอีก ภูมิธรรม กล่าวว่า เท่าที่ทราบก็กำลังดำเนินการ ยังไม่ได้ปิดการดำเนินการทั้งหมด ก็จะมีการสืบว่าไปถึงไหนแล้ว จะจบได้หรือยังไง หรือจะต้องเดินต่อ ถ้าเดินต่อก็ต้องเคร่งครัด ซึ่งวันเดียวกันนี้จะมีการพูดคุยกัน
ภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และต้องดูการจัดการความร่วมมือที่ร่วมมือกันทั้งหมดทุกหน่วยได้ร่วมมือประสานงานกันได้แล้วหรือยัง ก็เป็นห่วงเรื่องนี้ ซึ่งตั้งแต่แรก ได้กำชับจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการดูรายละเอียดต่างๆ ทั้งนี้ ผ่านพ้นมาระยะหนึ่งแล้วจึงเรียกมาเพื่อติดตาม และจะนำเรียนนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ต.ค.
ภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์กรณีคดีตากใบที่หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ว่า ท่าทีที่ฝ่ายรัฐมีความพยายามจะจบคดีนี้ตั้งแต่แรก ใช้เวลา 4-5 ปีในการศึกษา ติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และการพูดความจริงไม่หมดก็จะเป็นปัญหาได้ ไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งตนไม่ได้กล่าวหาใคร ดังนั้นที่บอกว่ารัฐไม่ได้ใส่ใจ ยืนยันว่าเรามีกระบวนการยุติธรรมที่ได้ดำเนินการอยู่ตลอด ซึ่งตลอดเวลาที่ศาลได้ตัดสินช่วง 5 ปีแรก จนถึงตอนนี้เกือบ15 ปี ไม่เคยมีการหยิบยกไม่ว่า ผ่านรัฐมนตรี ผ่านนายกฯ มาหลายสมัยก็ต้องเข้าใจด้วย ดังนั้นการที่พุ่งเป้ามาให้แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในสมัยนี้รับผิดชอบ ซึ่งตอนเกิดเหตุการณ์แพทองธาร อายุแค่ 10 ขวบเองก็อยากให้เข้าใจตรงนี้
ภูมิธรรม กล่าวว่า แต่ในบทบาทของความเป็นรัฐ แพทองธาร ได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาตลอด แต่ก็เป็นปกติธรรมดาที่มีคดีที่เราทำได้สำเร็จ จับผู้ร้ายได้หรือจับไม่ได้ก็มี ไม่มีใครปราถนาให้เป็นประเด็น หรือจุดที่จะทำให้เป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วเมื่อถึงเวลา ยังไม่สามารถทำได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ใช่ผู้มีความผิด ยังเป็นการกล่าวหา นายกฯ ก็ได้แสดงความเสียใจกับเรื่องที่ไม่สามารถทำให้ได้ตามวัตถุประสงค์และไม่สามารถทำเรื่องการออกกฤษฏีกาให้ตามที่หลายฝ่ายเสนอ ถ้าเรายึดถือกระบวนการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ นายกฯ ก็ได้ขอโทษว่า ไม่สามารถทำให้ลุล่วง ซึ่งนายกฯ ให้ถือเรื่องนี้เป็นบทเรียนและศึกษาดูว่ากระบวนการยุติธรรมที่จะทำให้มันดีกว่านี้คืออะไร
“จริงๆถ้าคดีต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน กระบวนการที่จะดำเนินการต่างๆ จะดีกว่านี้ ไม่ใช่เพิ่งมาเรียกร้องเอาช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงที่คดีกำลังถึงที่สุดที่โดยธรรมชาติไม่มีใครจะยอมขึ้นศาลหรอก อันนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไปเชียร์เขา แต่ชี้ให้เห็นว่า มันเกิดความยากลำบากในการติดตาม ผมคิดว่าความรุนแรงในภาคใต้ก็ยังคงมีอยู่ ตราบใดที่เรายังทำงานไม่บรรลุผล ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีตากใบว่า พอผลของคดีตากใบเป็นแบบนี้ จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นต่อเนื่องตลอด” ภูมิธรรม กล่าว
ทั้งนี้ นายกฯ มีแผนจะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ เลย แต่ภูมิธรรมจะลงพื้นที่แน่ เพราะรับผิดชอบดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในพื้นที่ แต่ว่าช่วงนี้ยังมีเรื่องอื่นให้ดำเนินการอยู่
เมื่อถามต่อว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าจะมีการขยายการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภูมิธรรม กล่าวว่า เราให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังดูแลเรื่องความมั่นคงของประเทศ ส่วนถามว่ากังวลหรือไม่นั้น เราคาดการณ์ยาก เราไม่เรื่องที่จะไปคาดการณ์ในเชิงร้ายที่สุด แต่เรื่องของการป้องกัน เราดูแลอยู่ตลอด เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ยิ่งการแสดงเชิงสัญลักษณ์ก็อยากให้แต่ละฝ่าย โดยเฉพาะในสภาที่มีการพูดว่ามีคนตาย 700 กว่าคน ที่จริงมัน 70 กว่าคน แต่ถ้าจะเอาคนตายรวม 700 คน ก็ต้องรวมทหารด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดีจะพูดอย่างไรก็ได้
“แต่ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา ก็ต้องถือว่าจบแล้ว ส่วนจะนำบทเรียนไปหาทางแก้ไขคลี่คลายอย่างไร รวมถึงกรณีที่มี สส. เรียกร้องเรื่องการดูแลเยียวยาเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องไปคิด แต่ไม่ใช่เรื่องเงิน เพราะเรื่องเงินมันจบไปแล้ว การมาพูดเรื่องเงินอีกมันต่อความยาวสาวความยืดไม่มีข้อยุติ เหนือสิ่งอื่นใด อย่าให้ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และขอย้ำว่าเรื่องนี้เป็นความมั่นคงของรัฐไทย ก็ต้องคำนึงถึงรัฐไทย ไม่ใช่รัฐบาลไทย เพราะถ้าจะพูดกันจริงๆ รัฐบาลไทยก็มีมาหลายชุดแล้ว แต่มันไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมา จึงขอร้องว่าอย่าใช้ประเด็นนี้มาเคลื่อนไหวทางการเมือง” ภูมิธรรมกล่าว
เมื่อถามว่า กรณีคนร้ายบุกยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในมัสยิดที่กำลังละหมาด ที่จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค. มาจากผลการที่คดีตากใบหมดอายุหรือไม่ว่า ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่เอฟเฟกต์หรืออะไรหรอก เพราะเกิดขึ้นตลอด ไม่ใช่ครั้งแรก ฉะนั้นอย่าไปโยง เพราะจะทำให้เรื่องต่างๆ ไม่จบ อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ ส่วนรัฐจะไปดูว่าจะทำอย่างที่จะช่วยบรรเทาเบาบางไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก




