บรรยากาศความเคลื่อนไหว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวาระการจัดงาน รำลึก 49 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีผู้แทนจากภาคการเมือง และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ในส่วนของประชาชนที่เข้าร่วม ภายในงานมีจัดพิธีวางดอกไม้ ณ ประติมานุสรณ์ธรรมศาสตร์ พร้อมการอ่านบทกวีรำลึกโดยองค์การนักศึกษา


โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดแสดงป้ายข้อความสะท้อนภาพจำของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และการติดป้ายเรียกร้องคืนอิสรภาพให้กับผู้ต้องขังคดีทางการเมืองต่างๆ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรมปีนี้ คือการมอบรางวัล 'จารุพงษ์ ทองสินธุ์‘ ให้กับ 'ป้าอัญชัญ' อดีตผู้ต้องขัง คดี ม.112 ด้วย


ในส่วนภาคการเมือง มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งผู้แทนวางพวกหรีดรำลึก แทนการเดินทางมาด้วยตนเอง ในส่วนของ 'พรรคเพื่อไทย' มีแกนนำหลายคนเดินทางมาร่วมกิจกรรม อาทิ 'จาตุรนต์ ฉายแสง' สส.บัญชีรายชื่อ และ 'ฉลาด ข้ามช่วง' ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2


ขณะที่ 'พรรคประชาชน - คณะก้าวหน้า' มี 'ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ' สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพร้อมด้วย 'ศิริกัญญา ตันสกุล' สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค และ 'ชลธิชา แจ้งเร็ว' สส.ปทุมธานี เข้าร่วมพิธีรำลึก


โดย 'ณัฐพงษ์' ระบุว่าแม้จะเกิดไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรหลงลืมไปในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย สิ่งที่เรียกร้องมาตลอดก็คือสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย แม้จะมีเสียงสะท้อนบางส่วนที่อาจรู้สึกผิดหวังบ้างจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาและพวกตนก็เข้าใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกตนตัดสินใจไปก็เพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ระบอบการปกครองของประเทศนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปได้ ให้เกิดการปฏิรูปกองทัพและหยุดวงจรการรัฐประหาร และไม่ให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนแบบที่ผ่านมาได้อีก


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต่อจากนี้ ณัฐพงษ์ระบุว่าสิ่งที่มองไปไกลกว่านั้น คือหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว และหากการทำประชามติผ่าน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือเนื้อหาภายในรัฐธรรมนูญเองว่าจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง การจัดตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรอิสระต่างๆ ทำอย่างไรไม่ให้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมือง ทำให้เกิดการถ่วงดุลตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตได้จริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนอยากเห็น


ส่วนประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน - รับรู้รับทราบดี จะต้องมีการใช้เวทีในรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาที่ปรึกษาผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาชนเองก็ได้ออกแบบกระบวนการที่ต้องการให้มีตัวแทนประชาชนจากทุกพื้นที่มาสะท้อนความเห็นให้สภาที่ปรึกษาฯ หรือคณะกรรมการยกร่างฯ เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการหารือได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ความละเอียดอ่อนหรือปัญหาปากท้องของประชาชนทุกคน


ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความกังวลใดเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือไม่ ณัฐพงษ์ระบุว่ามีการประเมินไว้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมือง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องไปถึงสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งสิ่งที่ประชาชนร่วมสะท้อนเสียงออกมาว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสิ่งสำคัญ และไม่มีเหตุผลอันใดที่ใครจะมาขวางกระบวนการนี้ สุดท้ายผู้ที่จะเป็นคนตัดสินก็คือประชาชนที่จะไปออกเสียงประชามติพร้อมกันในวันเลือกตั้ง

“กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนไม่ว่าจะมาจาก สส. หรือ สว. ที่อย่างน้อยควรจะต้องลงมติเห็นชอบในหลักการในวาระที่ 1 ก่อน เพื่อที่จะรับทุกร่างเข้าไปหารือกันเพิ่มเติมในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ รายละเอียดข้อแตกต่างว่าเห็นแตกต่างกันอย่างไร ยังมีเวลาและเวทีที่ไปหารือในรัฐสภาในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ได้อยู่”
— ณัฐพงษ์กล่าว





