ทุกครั้งที่มรสุมพัดเข้าฝั่ง อันดามัน ฟ้าเทฝนลงมาไม่ขาดสาย เกาะที่ขนานนามตัวเองว่า "ไข่มุกอันดามัน" แปรสภาพกลายเป็นเมืองจมน้ำ
ภาพมวลน้ำสีแดงขุ่นพร้อมตะกอนดินโคลนและหินภูเขาที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขากัดเซาะทะลักท่วมใจกลางเมือง รวมถึงดินสไลด์ ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนแผลเป็นเชิงโครงสร้างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมความศิวิไลซ์
ภูเก็ต เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการท่องเที่ยวจนโครงสร้างพื้นฐานไล่ตามไม่ทัน การก่อสร้างอาคารและรีสอร์ตหรูรุกล้ำพื้นที่ลาดชันเชิงเขาได้ทำลายแนวซับน้ำธรรมชาติและกีดขวางทางน้ำหลากดั้งเดิม
สิ่งที่ผุดขึ้นมาเหนือกองโคลนกลับเป็นคำถามว่า เมืองที่โกยรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล เหตุใดจึงเปราะบางและมีกลไกบริหารจัดการวิกฤตที่ติดหล่มเช่นนี้
'ปราการส้ม' แหว่ง 'กล้าธรรม' ปักหมุด
หากมองภูมิทัศน์การเมืองระดับชาติ เกาะภูเก็ตเคยสร้างปรากฏการณ์หักปากกาเซียนด้วยการกลายเป็น "เมืองหลวงสีส้มแห่งภาคใต้" เมื่อพรรคก้าวไกลเดิมกวาดเก้าอี้ สส. ยกเกาะทั้ง 3 เขต
แต่ผลการเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุด ภาพฝันการแลนด์สไลด์อย่างไร้รอยต่อของฝ่ายส้มในนาม "พรรคประชาชน" กลับต้องสะดุดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อปราการเหล็กถูกเจาะ
แม้ พรรคประชาชน จะยังสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ 2 เก้าอี้ ได้แก่ เขต 1 โดย สมชาติ เตชถาวรเจริญ และเขต 2 โดย เฉลิมพงศ์ แสงดี แต่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 สมรภูมิถลางและกะทู้ พรรคประชาชนกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ อรทัย เกิดทรัพย์ ผู้สมัครจาก พรรคกล้าธรรม ที่กวาดคะแนนทิ้งห่างแชมป์เก่าอย่าง ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล
ความปราชัยในเขต 3 ส่งสัญญาณเตือนว่า กระแสความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะต้านทานพลังการเมืองเครือข่ายระดับพื้นที่และการจัดตั้งที่เข้มข้นของพรรคกล้าธรรม
ขณะที่ สส. สีส้มในอีก 2 เขตต้องตกอยู่ใน ภาวะหลังพิงฝา ที่โดนล้อมจากขั้วอำนาจต่างๆ ในพื้นที่ อีกทั้งก่อนหน้านี้มีที่ตกเป็นข่าว คือ "สมชาติ เตชถาวรเจริญ" สส.ภูเก็ต ปชน. ที่เข้าพบ DSI หลังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนอมินี ถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดินแทนชาวต่างชาติ
'ค่ายสีน้ำเงิน' รุกคืบอันดามัน
ในขณะที่พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมแบ่งเค้กเก้าอี้ สส. กันไปคนละส่วน สายตาของ "ค่ายสีน้ำเงิน" พรรคภูมิใจไทย กลับจับจ้องมายังเกาะไข่มุกเม็ดนี้ ภูเก็ต คือ ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการแผ่อิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ตามเป้าหมายกวาดที่นั่งภาคใต้ของพรรค
ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย เดินหมากอย่างดุดันด้วยการส่งตัวแทนสายตรงลงประกบทุกเขต โดยเฉพาะเขต 2 ที่ส่ง ษณกร กี่สิ้น อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ทายาทตระกูลการเมืองและธุรกิจ ทรงอิทธิพลแห่งหาดป่าตอง ลงชิงชัย
แม้จะยังคว้าชัยไม่สำเร็จ แต่คะแนนกว่า 2 หมื่นเสียงที่ไล่จี้พรรคประชาชนมาติดๆ บ่งชี้ว่าภูมิใจไทยสามารถวางรากฐานการเมืองแบบบ้านใหญ่ผสมทุนท้องถิ่นได้อย่างมั่นคง
การขยับตัวของภูมิใจไทยในการผลักดันนโยบายพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระดับภูมิภาค เชื่อมโยงพังงา กระบี่ และภูเก็ต ยิ่งสะท้อนความปรารถนาในการเข้ามากุมบังเหียนทิศทางการพัฒนาเมือง
สำหรับค่ายสีน้ำเงินแล้ว เกาะภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงสนามเลือกตั้ง แต่คือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่รอจังหวะพลิกขั้วเข้ายึดครองในศึกเลือกตั้งรอบถัดไป
บารมี 'ภูเก็ตหยัดได้' ของ 'เรวัต อารีรอบ'
หากตัดภาพข้ามมายังเวทีการเมืองท้องถิ่น แผนที่อำนาจกลับถูกครอบครองโดยผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่ง
เก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต ยังคงเป็นอาณาเขตอันแข็งแกร่งของ เรวัต อารีรอบ อดีต สส.ภูเก็ต หลายสมัยจากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ผันตัวมาปักหลักสู้ศึกท้องถิ่นในนาม "ทีมภูเก็ตหยัดได้"
คำว่า "หยัดได้" ในสำเนียงปักษ์ใต้สื่อความหมายถึงการพึ่งพาได้ ไว้วางใจได้ และไม่ล้มพับไปตามแรงลม ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ภูเก็ต ครั้งล่าสุด เรวัต แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมทางการเมือง ด้วยการกวาดคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นสยบคู่ท้าชิงจากพรรคประชาชนอย่าง นพ.เลอศักดิ์ ลีนะนิธิกุล ที่แบบขาดลอย
ชัยชนะของ กลุ่มภูเก็ตหยัด ได้สะท้อนสัจธรรมการเมืองท้องถิ่นว่า ความผูกพันส่วนบุคคลและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกยังคงทำงานได้ทรงพลังกว่ากระแสพรรคระดับชาติ
เรวัต ดำเนินบทบาททางการเมืองอย่างยืดหยุ่น สามารถประสานสิบทิศทั้งกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค และรักษาดุลอำนาจร่วมกับ สส. ต่างพรรคได้อย่างกลมกลืน กลายเป็นปราการคอนกรีตเสริมเหล็กที่สกัดกั้นคลื่นสีส้มไม่ให้รุกคืบเข้าสู่งานบริหารท้องถิ่นได้สำเร็จ
หาเงิน 'แสนล้าน' ได้งบ 'พันล้าน'
ความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุดของ จ.ภูเก็ต ปรากฏเด่นชัดทุกครั้งที่เกิดเหตุน้ำท่วมและดินถล่ม ในมิติด้านเศรษฐกิจ ภูเก็ตสามารถดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศในปี 2567 ได้สูงถึงหลักแสนล้านบาท
แต่ในมิติด้านการคลัง งบประมาณที่ไหลกลับลงมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นกลับถูกจำกัดด้วยสูตรคำนวณตามประชากรตามทะเบียนราษฎร์ที่มีเพียง 4 แสนกว่าคน
งบประมาณประจำปีของ อบจ.ภูเก็ต ที่มีอยู่เพียงราว 1,700 ถึง 1,980 ล้านบาท ถูกเฉลี่ยไปกับภารกิจด้านสาธารณสุข การศึกษา และการบริการสาธารณะพื้นฐาน จนแทบไม่มีงบประมาณเหลือพอสำหรับการลงทุนระบบวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ หรือการเวนคืนที่ดินเพื่อเปิดทางระบายน้ำลงสู่ทะเล
น้ำท่วมและดินถล่มที่ภูเก็ตจึงไม่ใช่เพียงภยทางธรรมชาติ แต่เป็นการเปลือยให้เห็นว่าเมืองหลวงเศรษฐกิจทางทะเลที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง
ขณะที่การเมืองภายในเกาะถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายฝ่าย สภาผู้แทนราษฎรมีเสียงของ พรรคประชาชน และ พรรคกล้าธรรม ข้างเวทีมี พรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมรุกไล่ และบนเก้าอี้บริหารท้องถิ่นมี กลุ่มภูเก็ตหยัดได้
ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจทุกสีเสื้อจะก้าวข้ามเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมือง แล้วหันมาร่วมมือกันปลดล็อกคอขวดเชิงงบประมาณและผังเมืองได้หรือไม่
ไม่เช่นนั้น ไข่มุกอันดามัน เม็ดงามที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงประเทศนับแสนล้าน ก็คงต้องถูกปล่อยให้จมปลักอยู่ใต้สายน้ำและกองโคลนซ้ำซากต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด







