'ภูเก็ต' เมืองไข่มุกสองสี 'ส้ม' ยึดเกาะ 'เขียว' รุกคืบ - ในวันที่ 'ค่ายน้ำเงิน' รุกไล่หมายตา

27 ต.ค. 2569 - 18:13

  • 'ภูเก็ต' เมืองไข่มุกสองสี 'ส้ม' ยึดเกาะ 'เขียว' รุกคืบ ในวันที่ 'น้ำเงิน' รุกไล่-หมายตา พื้นที่ยุทธศาสตร์ใน 'ศึกการเมืองระดับชาติ' ที่หลาย 'พรรค-ขั้ว' ต่างเปิดศึกแย่งชิง 'ฐานเสียง' อย่างดุเดือด

'ภูเก็ต' เมืองไข่มุกสองสี 'ส้ม' ยึดเกาะ 'เขียว' รุกคืบ - ในวันที่ 'ค่ายน้ำเงิน' รุกไล่หมายตา

ทุกครั้งที่มรสุมพัดเข้าฝั่ง อันดามัน ฟ้าเทฝนลงมาไม่ขาดสาย เกาะที่ขนานนามตัวเองว่า "ไข่มุกอันดามัน" แปรสภาพกลายเป็นเมืองจมน้ำ 

ภาพมวลน้ำสีแดงขุ่นพร้อมตะกอนดินโคลนและหินภูเขาที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขากัดเซาะทะลักท่วมใจกลางเมือง รวมถึงดินสไลด์ ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนแผลเป็นเชิงโครงสร้างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมความศิวิไลซ์

ภูเก็ต เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการท่องเที่ยวจนโครงสร้างพื้นฐานไล่ตามไม่ทัน การก่อสร้างอาคารและรีสอร์ตหรูรุกล้ำพื้นที่ลาดชันเชิงเขาได้ทำลายแนวซับน้ำธรรมชาติและกีดขวางทางน้ำหลากดั้งเดิม 

สิ่งที่ผุดขึ้นมาเหนือกองโคลนกลับเป็นคำถามว่า เมืองที่โกยรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล เหตุใดจึงเปราะบางและมีกลไกบริหารจัดการวิกฤตที่ติดหล่มเช่นนี้

'ปราการส้ม' แหว่ง 'กล้าธรรม' ปักหมุด

หากมองภูมิทัศน์การเมืองระดับชาติ เกาะภูเก็ตเคยสร้างปรากฏการณ์หักปากกาเซียนด้วยการกลายเป็น "เมืองหลวงสีส้มแห่งภาคใต้" เมื่อพรรคก้าวไกลเดิมกวาดเก้าอี้ สส. ยกเกาะทั้ง 3 เขต 

แต่ผลการเลือกตั้งระดับชาติครั้งล่าสุด ภาพฝันการแลนด์สไลด์อย่างไร้รอยต่อของฝ่ายส้มในนาม "พรรคประชาชน" กลับต้องสะดุดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อปราการเหล็กถูกเจาะ

แม้ พรรคประชาชน จะยังสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ 2 เก้าอี้ ได้แก่ เขต 1 โดย สมชาติ เตชถาวรเจริญ และเขต 2 โดย เฉลิมพงศ์ แสงดี แต่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 สมรภูมิถลางและกะทู้ พรรคประชาชนกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ อรทัย เกิดทรัพย์ ผู้สมัครจาก พรรคกล้าธรรม ที่กวาดคะแนนทิ้งห่างแชมป์เก่าอย่าง ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล

ความปราชัยในเขต 3 ส่งสัญญาณเตือนว่า กระแสความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะต้านทานพลังการเมืองเครือข่ายระดับพื้นที่และการจัดตั้งที่เข้มข้นของพรรคกล้าธรรม

ขณะที่ สส. สีส้มในอีก 2 เขตต้องตกอยู่ใน ภาวะหลังพิงฝา ที่โดนล้อมจากขั้วอำนาจต่างๆ ในพื้นที่ อีกทั้งก่อนหน้านี้มีที่ตกเป็นข่าว คือ "สมชาติ เตชถาวรเจริญ" สส.ภูเก็ต ปชน. ที่เข้าพบ DSI หลังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนอมินี ถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดินแทนชาวต่างชาติ

'ค่ายสีน้ำเงิน' รุกคืบอันดามัน

ในขณะที่พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมแบ่งเค้กเก้าอี้ สส. กันไปคนละส่วน สายตาของ "ค่ายสีน้ำเงิน" พรรคภูมิใจไทย กลับจับจ้องมายังเกาะไข่มุกเม็ดนี้ ภูเก็ต คือ ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการแผ่อิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ตามเป้าหมายกวาดที่นั่งภาคใต้ของพรรค

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย เดินหมากอย่างดุดันด้วยการส่งตัวแทนสายตรงลงประกบทุกเขต โดยเฉพาะเขต 2 ที่ส่ง ษณกร กี่สิ้น อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ทายาทตระกูลการเมืองและธุรกิจ ทรงอิทธิพลแห่งหาดป่าตอง ลงชิงชัย 

แม้จะยังคว้าชัยไม่สำเร็จ แต่คะแนนกว่า 2 หมื่นเสียงที่ไล่จี้พรรคประชาชนมาติดๆ บ่งชี้ว่าภูมิใจไทยสามารถวางรากฐานการเมืองแบบบ้านใหญ่ผสมทุนท้องถิ่นได้อย่างมั่นคง

การขยับตัวของภูมิใจไทยในการผลักดันนโยบายพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระดับภูมิภาค เชื่อมโยงพังงา กระบี่ และภูเก็ต ยิ่งสะท้อนความปรารถนาในการเข้ามากุมบังเหียนทิศทางการพัฒนาเมือง

สำหรับค่ายสีน้ำเงินแล้ว เกาะภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงสนามเลือกตั้ง แต่คือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่รอจังหวะพลิกขั้วเข้ายึดครองในศึกเลือกตั้งรอบถัดไป

บารมี 'ภูเก็ตหยัดได้' ของ 'เรวัต อารีรอบ'

หากตัดภาพข้ามมายังเวทีการเมืองท้องถิ่น แผนที่อำนาจกลับถูกครอบครองโดยผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่ง

เก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต ยังคงเป็นอาณาเขตอันแข็งแกร่งของ เรวัต อารีรอบ อดีต สส.ภูเก็ต หลายสมัยจากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ผันตัวมาปักหลักสู้ศึกท้องถิ่นในนาม "ทีมภูเก็ตหยัดได้"

คำว่า "หยัดได้" ในสำเนียงปักษ์ใต้สื่อความหมายถึงการพึ่งพาได้ ไว้วางใจได้ และไม่ล้มพับไปตามแรงลม ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ภูเก็ต ครั้งล่าสุด เรวัต แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมทางการเมือง ด้วยการกวาดคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นสยบคู่ท้าชิงจากพรรคประชาชนอย่าง นพ.เลอศักดิ์ ลีนะนิธิกุล ที่แบบขาดลอย

ชัยชนะของ กลุ่มภูเก็ตหยัด ได้สะท้อนสัจธรรมการเมืองท้องถิ่นว่า ความผูกพันส่วนบุคคลและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกยังคงทำงานได้ทรงพลังกว่ากระแสพรรคระดับชาติ 

เรวัต ดำเนินบทบาททางการเมืองอย่างยืดหยุ่น สามารถประสานสิบทิศทั้งกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค และรักษาดุลอำนาจร่วมกับ สส. ต่างพรรคได้อย่างกลมกลืน กลายเป็นปราการคอนกรีตเสริมเหล็กที่สกัดกั้นคลื่นสีส้มไม่ให้รุกคืบเข้าสู่งานบริหารท้องถิ่นได้สำเร็จ

หาเงิน 'แสนล้าน' ได้งบ 'พันล้าน'

ความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุดของ จ.ภูเก็ต ปรากฏเด่นชัดทุกครั้งที่เกิดเหตุน้ำท่วมและดินถล่ม ในมิติด้านเศรษฐกิจ ภูเก็ตสามารถดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศในปี 2567 ได้สูงถึงหลักแสนล้านบาท 

แต่ในมิติด้านการคลัง งบประมาณที่ไหลกลับลงมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นกลับถูกจำกัดด้วยสูตรคำนวณตามประชากรตามทะเบียนราษฎร์ที่มีเพียง 4 แสนกว่าคน

งบประมาณประจำปีของ อบจ.ภูเก็ต ที่มีอยู่เพียงราว 1,700 ถึง 1,980 ล้านบาท ถูกเฉลี่ยไปกับภารกิจด้านสาธารณสุข การศึกษา และการบริการสาธารณะพื้นฐาน จนแทบไม่มีงบประมาณเหลือพอสำหรับการลงทุนระบบวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ หรือการเวนคืนที่ดินเพื่อเปิดทางระบายน้ำลงสู่ทะเล

น้ำท่วมและดินถล่มที่ภูเก็ตจึงไม่ใช่เพียงภยทางธรรมชาติ แต่เป็นการเปลือยให้เห็นว่าเมืองหลวงเศรษฐกิจทางทะเลที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยการรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง 

ขณะที่การเมืองภายในเกาะถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายฝ่าย สภาผู้แทนราษฎรมีเสียงของ พรรคประชาชน และ พรรคกล้าธรรม ข้างเวทีมี พรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมรุกไล่ และบนเก้าอี้บริหารท้องถิ่นมี กลุ่มภูเก็ตหยัดได้

ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจทุกสีเสื้อจะก้าวข้ามเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมือง แล้วหันมาร่วมมือกันปลดล็อกคอขวดเชิงงบประมาณและผังเมืองได้หรือไม่

ไม่เช่นนั้น ไข่มุกอันดามัน เม็ดงามที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงประเทศนับแสนล้าน ก็คงต้องถูกปล่อยให้จมปลักอยู่ใต้สายน้ำและกองโคลนซ้ำซากต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

Info-Phuket-People’sParty-27oct26-2.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์