ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธทั้ง เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีท่าทีเงียบไป เพราะทั้งคู่ยังเข้าที่ทำการพรรคอยู่ปกติ ส่วนกรณีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ดินของบริษัทเอกชน ที่เกี่ยวกับ เศรษฐา ก็มีการชี้แจงแล้ว
“คนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีคนตรวจสอบอย่างเข้มข้น และถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการตรวจสอบเพื่อที่จะได้เกิดความสบายใจ เพราะเราไม่ได้มีอะไรที่จะปิดบังอำพราง ทุกอย่างที่เราทำไป เราก็มั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเรานั้น เราได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะมีการเสนอชื่ออยู่แล้ว” ภูมิธรรม กล่าว
รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังปฏิเสธถึงกระแสข่าวพรรคต่างๆ มีการเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก ว่าเป็นข่าวลือ ข่าวทิพย์ เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่ง มีเพียงการพูดคุยว่า หากบรรยากาศเป็นเช่นนี้ พรรคก้าวไกล ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว การที่จะมีรัฐบาลใหม่โดยมี เศรษฐา เป็นนายกฯ ท่านทั้งหลายเห็นอย่างไร ซึ่งก็ให้ทราบว่าหากยอมรับให้ เศรษฐาและพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ช่วยสนับสนุน เศรษฐา และตนได้ระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า วันนี้เรากำลังเลือกนายกฯ บนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองวิกฤตมามากมายพอสมควร ยิ่งปล่อยให้มีการจัดตั้งรัฐบาลช้า ก็ยิ่งทำให้ประเทศมีวิกฤตมากขึ้น
ภูมิธรรม อ้างด้วยว่า วานนี้ (3 ส.ค.) ที่มีข่าวเลื่อนโหวตนายกฯ กระดานหุ้นก็แดงทั้งกระดาน จึงชัดเจนว่าคนต้องการได้รัฐบาลใหม่เร็ว เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม มองว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนนัดพิจารณา คำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีรัฐสภามีมติห้ามเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โหวตนายกฯ รอบสอง ไปเป็นวันที่ 16 ส.ค.นั้นถือเป็นเรื่องดี พร้อมกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในวิกฤต มีความขัดแย้งในมิติต่างๆ ฉะนั้น การที่จะได้นายกรัฐมนตรีมา และให้ทุกฝ่ายได้สบายใจ จะเป็นกระบวนการที่สร้างความเชื่อมั่นและทำงานได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ยังคุยกันอยู่ โดยเมื่อช่วงเช้า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้โทรศัพท์มาคุยกัน พร้อมกันนี้ ย้ำว่าจะมีการพูดคุยเรื่องถึงของตำแหน่ง หลังจากที่มีการฟอร์มรัฐบาลและได้นายกฯแล้ว
“ตอนนี้ยัง ไม่ได้เสนอเรื่องกระทรวง เราเสนอเรื่องที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะได้นายกฯ เป็นนายเศรษฐา หากเห็นชอบ ก็ร่วมกันโหวต ขณะนี้แบ่งกระทรวงไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าจำนวนตัวเลขที่จะจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เนื่องจากมีจำนวนที่ต้องแบ่งเฉลี่ย จนกระทั่งในสิ่งที่ชัดเจนที่สุด จึงจะมาแบ่งกระทรวงภายหลัง ว่าความจำเป็น เป็นอย่างไร และเรายืนยันไปแล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ สิ่งที่สำคัญคือนโยบายของพรรคที่จะต้องนำมาปรับนโยบายในส่วนอื่นๆ อะไรที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของเรา หรือไม่สามารถปรับได้ ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือกันยาก ฉะนั้น เรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้นายกฯ เป็นที่ชัดเจน” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนที่ตอนนี้เหมือนพรรคเพื่อไทย ถูกบีบทั้งจากพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลและ สว.เรื่องคุณสมบัติของ เศรษฐา นั้น ภูมิธรรม มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้รู้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีการบีบนั่น บีบนี่ ถึงที่สุดแล้ว ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต้องหนักแน่นและมีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้นำ ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำพาประเทศ และความแตกต่างของพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตประเทศไปได้ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีรับฟังความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ความเป็นจริง ทั้งการเมือง ประเทศไทย และประชาชน ฉะนั้น การที่จะร่วมมือกันอย่างไร จะแบ่งกระทรวงอย่างไร หรือจากกำหนดนโยบายร่วมกันอย่างไรนั้น ต้องมีการพูดคุยหารือกันทุกฝ่าย รวมถึงต้องเคารพพรรคการเมืองต่างๆ
กรณีหากสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีพรรคก้าวไกล และ 'พรรคสองลุง' ทำให้การโหวตนายกฯ จำเป็นต้องใช้เสียงของ สว. มากถึง 100 กว่าเสียงขึ้นไป จะเป็นเรื่องยากหรือไม่นั้น ภูมิธรรม บอกยังไม่คิดถึงบริบทนั้น เพราะวันนี้ต้องเอาปัญหาของประเทศชาติเป็นหลัก หากใครยินดีและเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย ก็ช่วยสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมย้ำต้องการทำการเมืองมิติใหม่ เอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความต้องการของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเป็นตัวตั้ง อะไรก็ตามที่ถูกกำหนดร่วมกัน ก็ต้องมองเห็นปัญหาร่วมกัน ว่าเป็นปัญหาของประชาชนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
“หากพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล จะเห็นว่าอะไรคือปัญหาเร่งด่วนของประชาชน และเราจะทำอะไรในกรอบระยะเวลาเท่าไร ทุกอย่างที่เราพูด เรายังยืนยันว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม จะต้องถูกนำมาจัดการได้ภายในสี่ปีของพรรคเพื่อไทย” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนหากรอความชัดเจนเรื่องบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ก่อน จะนำอะไรมาเป็นการโน้มน้าวพรรคการเมืองให้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ ภูมิธรรม ตอบว่า เราต้องเชื่อมั่นว่าวันนี้สถานการณ์ทางการเมือง ประชาชน และนักการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าปัญหาของประเทศที่เผชิญมาอย่างน้อย 9 ปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ภายนอกประเทศที่เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ มากมาย เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเอาเรื่องส่วนตัวมากำหนดได้ง่ายนัก ซึ่งต้องเอาปัญหาของประเทศเป็นหลัก หากประเทศรอด ทุกคนก็รอดหมด
“ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ใช่ว่าจะมาร่วมรัฐบาลอย่างไร แต่ยินดีให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ และยินดีให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยจะโหวตให้แล้วมาร่วมเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ได้” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนประเด็นที่สังคมจับตามอง จากที่ไม่มีพรรคก้าวไกล จะไปจับมือกับ 'พรรคสองลุง' ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่ต้องคุยกันตอนนี้ วันนี้อยากได้เสียงสนับสนุนให้เราเป็นนายกฯก่อน หากตรงนี้ชัดเจนแล้ว ขั้นต่อไปเราก็จะเคลียร์ให้ชัดเจนขึ้น ก่อนย้ำถึงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
“ก็ต้องมั่นใจสิครับ ไม่มั่นใจเราจะดำเนินการมาถึงขั้นนี้เหรอครับ เราเชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่ และผลงานที่เคยทำมาแล้ว เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้ และความขัดแย้งที่สะสมมากว่า 20 ปี เราเชื่อว่าโดยจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่อยู่กับความเป็นจริง และใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ละมุนละม่อม ประนีประนอม เราจะช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และสลายความขัดแย้งไปให้ได้ และจะดีขึ้นเรื่อยๆ” ภูมิธรรม กล่าว
“คนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีคนตรวจสอบอย่างเข้มข้น และถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการตรวจสอบเพื่อที่จะได้เกิดความสบายใจ เพราะเราไม่ได้มีอะไรที่จะปิดบังอำพราง ทุกอย่างที่เราทำไป เราก็มั่นใจว่าแคนดิเดตนายกฯ ของเรานั้น เราได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะมีการเสนอชื่ออยู่แล้ว” ภูมิธรรม กล่าว
รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังปฏิเสธถึงกระแสข่าวพรรคต่างๆ มีการเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก ว่าเป็นข่าวลือ ข่าวทิพย์ เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่ง มีเพียงการพูดคุยว่า หากบรรยากาศเป็นเช่นนี้ พรรคก้าวไกล ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว การที่จะมีรัฐบาลใหม่โดยมี เศรษฐา เป็นนายกฯ ท่านทั้งหลายเห็นอย่างไร ซึ่งก็ให้ทราบว่าหากยอมรับให้ เศรษฐาและพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ช่วยสนับสนุน เศรษฐา และตนได้ระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า วันนี้เรากำลังเลือกนายกฯ บนสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองวิกฤตมามากมายพอสมควร ยิ่งปล่อยให้มีการจัดตั้งรัฐบาลช้า ก็ยิ่งทำให้ประเทศมีวิกฤตมากขึ้น
ภูมิธรรม อ้างด้วยว่า วานนี้ (3 ส.ค.) ที่มีข่าวเลื่อนโหวตนายกฯ กระดานหุ้นก็แดงทั้งกระดาน จึงชัดเจนว่าคนต้องการได้รัฐบาลใหม่เร็ว เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม มองว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนนัดพิจารณา คำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีรัฐสภามีมติห้ามเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โหวตนายกฯ รอบสอง ไปเป็นวันที่ 16 ส.ค.นั้นถือเป็นเรื่องดี พร้อมกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในวิกฤต มีความขัดแย้งในมิติต่างๆ ฉะนั้น การที่จะได้นายกรัฐมนตรีมา และให้ทุกฝ่ายได้สบายใจ จะเป็นกระบวนการที่สร้างความเชื่อมั่นและทำงานได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ยังคุยกันอยู่ โดยเมื่อช่วงเช้า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้โทรศัพท์มาคุยกัน พร้อมกันนี้ ย้ำว่าจะมีการพูดคุยเรื่องถึงของตำแหน่ง หลังจากที่มีการฟอร์มรัฐบาลและได้นายกฯแล้ว
“ตอนนี้ยัง ไม่ได้เสนอเรื่องกระทรวง เราเสนอเรื่องที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะได้นายกฯ เป็นนายเศรษฐา หากเห็นชอบ ก็ร่วมกันโหวต ขณะนี้แบ่งกระทรวงไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าจำนวนตัวเลขที่จะจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เนื่องจากมีจำนวนที่ต้องแบ่งเฉลี่ย จนกระทั่งในสิ่งที่ชัดเจนที่สุด จึงจะมาแบ่งกระทรวงภายหลัง ว่าความจำเป็น เป็นอย่างไร และเรายืนยันไปแล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ สิ่งที่สำคัญคือนโยบายของพรรคที่จะต้องนำมาปรับนโยบายในส่วนอื่นๆ อะไรที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของเรา หรือไม่สามารถปรับได้ ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือกันยาก ฉะนั้น เรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้นายกฯ เป็นที่ชัดเจน” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนที่ตอนนี้เหมือนพรรคเพื่อไทย ถูกบีบทั้งจากพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลและ สว.เรื่องคุณสมบัติของ เศรษฐา นั้น ภูมิธรรม มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้รู้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีการบีบนั่น บีบนี่ ถึงที่สุดแล้ว ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต้องหนักแน่นและมีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้นำ ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำพาประเทศ และความแตกต่างของพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตประเทศไปได้ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีรับฟังความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ความเป็นจริง ทั้งการเมือง ประเทศไทย และประชาชน ฉะนั้น การที่จะร่วมมือกันอย่างไร จะแบ่งกระทรวงอย่างไร หรือจากกำหนดนโยบายร่วมกันอย่างไรนั้น ต้องมีการพูดคุยหารือกันทุกฝ่าย รวมถึงต้องเคารพพรรคการเมืองต่างๆ
กรณีหากสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีพรรคก้าวไกล และ 'พรรคสองลุง' ทำให้การโหวตนายกฯ จำเป็นต้องใช้เสียงของ สว. มากถึง 100 กว่าเสียงขึ้นไป จะเป็นเรื่องยากหรือไม่นั้น ภูมิธรรม บอกยังไม่คิดถึงบริบทนั้น เพราะวันนี้ต้องเอาปัญหาของประเทศชาติเป็นหลัก หากใครยินดีและเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย ก็ช่วยสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมย้ำต้องการทำการเมืองมิติใหม่ เอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความต้องการของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเป็นตัวตั้ง อะไรก็ตามที่ถูกกำหนดร่วมกัน ก็ต้องมองเห็นปัญหาร่วมกัน ว่าเป็นปัญหาของประชาชนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
“หากพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล จะเห็นว่าอะไรคือปัญหาเร่งด่วนของประชาชน และเราจะทำอะไรในกรอบระยะเวลาเท่าไร ทุกอย่างที่เราพูด เรายังยืนยันว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม จะต้องถูกนำมาจัดการได้ภายในสี่ปีของพรรคเพื่อไทย” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนหากรอความชัดเจนเรื่องบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ก่อน จะนำอะไรมาเป็นการโน้มน้าวพรรคการเมืองให้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ ภูมิธรรม ตอบว่า เราต้องเชื่อมั่นว่าวันนี้สถานการณ์ทางการเมือง ประชาชน และนักการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าปัญหาของประเทศที่เผชิญมาอย่างน้อย 9 ปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ภายนอกประเทศที่เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ มากมาย เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเอาเรื่องส่วนตัวมากำหนดได้ง่ายนัก ซึ่งต้องเอาปัญหาของประเทศเป็นหลัก หากประเทศรอด ทุกคนก็รอดหมด
“ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ใช่ว่าจะมาร่วมรัฐบาลอย่างไร แต่ยินดีให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ และยินดีให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยจะโหวตให้แล้วมาร่วมเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ได้” ภูมิธรรม กล่าว
ส่วนประเด็นที่สังคมจับตามอง จากที่ไม่มีพรรคก้าวไกล จะไปจับมือกับ 'พรรคสองลุง' ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่ต้องคุยกันตอนนี้ วันนี้อยากได้เสียงสนับสนุนให้เราเป็นนายกฯก่อน หากตรงนี้ชัดเจนแล้ว ขั้นต่อไปเราก็จะเคลียร์ให้ชัดเจนขึ้น ก่อนย้ำถึงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
“ก็ต้องมั่นใจสิครับ ไม่มั่นใจเราจะดำเนินการมาถึงขั้นนี้เหรอครับ เราเชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่ และผลงานที่เคยทำมาแล้ว เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้ และความขัดแย้งที่สะสมมากว่า 20 ปี เราเชื่อว่าโดยจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่อยู่กับความเป็นจริง และใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ละมุนละม่อม ประนีประนอม เราจะช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ และสลายความขัดแย้งไปให้ได้ และจะดีขึ้นเรื่อยๆ” ภูมิธรรม กล่าว



